โรคตาแดง จากเชื้อไวรัส (Hemorrhagic Conjunctivitis)

โรคตาแดง ในความหมายโดยทั่วไปคือ อาการที่เยื่อบุตาขาว เปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของเส้นเลือดใต้เยื่อบุตา (conjunctiva) เนื่องจากการอักเสบ โรคตาแดงอาจจะเป็น แบบเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรัง
โรค ตาแดงนี้ สามารถพบได้ตลอดปี และจะระบาดได้เป็นช่วงๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ด้วยเหตุที่ ฝนตกก่อให้เกิดความชื้นแฉะทั่วๆ ไป ทำให้เชื้อไวรัสบางตัว เจริญงอกงามก่อโรคแก่พวกเราขึ้น
ส่วนใหญ่โรคตาแดงเกิดจากการ อาการที่เยื่อบุตาขาว ติดเชื้อ ไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เยื่อบุตาอักเสบ เพราะ เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย เพศชายและเพศหญิงพบได้เท่าๆกัน เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสเช่นเดียวกับหวัด ใครจะเป็นก็ได้ แต่เนื่องจากในเด็กมีภูมิคุ้มกันน้อย ร่วมกับการดูแลตนเอง หรือการป้องกันการติดเชื้อไม่ดีพอ จึงทำให้เป็นโรคตาแดง ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่
ตาแดงเป็นอาการแสดงออกของโรคตาและโรคอื่นๆหลายชนิด ส่วนจะเป็นโรคอะไรนั้น คงต้องอาศัยคุณหมอช่วยวินิจฉัยกันอีกที
สาเหตุของตาแดง
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่หลายชนิด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อที่มีชื่อว่า อะดิโนไวรัส (Adenovirus) และส่วนน้อยเกิดจากเชื้อ พิโคร์นาไวรัส (Picornavirus) เป็นต้น
มี การตรวจพบเชื้อไวรัสหลายตัวด้วยกันประมาณกันว่า 2-4 ตัว ทั้งหมดให้อาการของโรคคล้ายคลึงกัน อาศัยอาการจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากเชื้อไวรัสตัวไหน ดังนั้นในคนหนึ่งคนจึงเป็นโรคตาแดงชนิดนี้แล้วเป็นได้อีก หรือทำไมจึงไม่มีภูมิคุ้มกันดังเช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสตัวอื่น ตัวอย่างเช่นเป็นโรคหัด หรืออีสุกอีใส ในตอนเด็ก คนนั้นจะไม่เป็นโรคอีกเลยตลอดชีวิต แต่โรคตาแดงระบาด คนเป็นทุกครั้งที่มีการระบาด อาจจะเนื่องจากภูมิต้านทานหลังเป็นโรคนี้ จะไม่อยู่นานหรือ เป็นจากเชื้อไวรัสคนละตัวกัน
เชื้อไวรัสบางชนิด อาจทำให้เกิดระบาดตามหมู่บ้าน โรงเรียน โรงงาน เป็นต้น เรียกว่า โรคตาแดงระบาด (epideminc keratoconjunctivitis) มักเกิดจากไวรัส เอนเทอโร ชนิด 70 (enterovirus type 70) , ไวรัสค็อกแซกกีเอ ชนิด 24 (coxsackie virus A type 24)
ส่วนใหญ่มักติดต่อโดยการสัมผัสโดย ตรงหรือสัมผัสถูกข้าวของเครื่องใช้ (แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว สบู่ ขันน้ำ โทรศัพท์ ฯลฯ) ที่เปื้อนเชื้อจากมือของผู้ป่วย (ที่ติดจากการขยี้ตา) หรือการใช้คอนเท็กซ์เลนส์ น้ำยาล้างตา เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อตัวกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิด อันตรายต่อรางกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช อย่างมากผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น เช่น ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกเมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูก สารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก เกิดอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูก ถ้าเป็นโรคหืดเมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม แล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็งเกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้น โดยหายใจมีเสียงเหมือนนกหวีด ดังวี๊ดขึ้น อาจใช้เวลาก่อนเกิดอาการเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ ถ้าเป็นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ก็จะมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือมีผื่นแบบลมพิษ ถ้าแพ้อาหารก็จะมีอาการปากบวม หรือมีลมพิษขึ้น ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวการณ์ตอบสนองไวกว่าปกติต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่ใช้สารก่อภูมิแพ้ได้ เช่น ความเย็น ความร้อน ความกดอากาศต่ำ หรือฝน ความชื้น ซึ่งภาวะนี้อาจอยู่นานเป็นวันหรือเป็นเดือนก็ได้ และสามารถเกิดอาการได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้

ในปัจจุบันโรคภูมิแพ้ซึ่งจัดเป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อกำลังมีอัตราการเกิดที่สูงขึ้น อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากปัจจุบันจากความเจริญทางวัตถุและความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้การเกิดโรคติดเชื้อต่ำลง แต่ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมกลับสูงขึ้น คนมีแนวโน้มที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในอาคารนานขึ้น การถ่ายเทอากาศที่น้อย การใช้พรม การเลี้ยงสัตว์ในอาคาร ทำให้อุบัติการณ์เกิดโรคภูมิแพ้มากขึ้น โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ดูเหมือนจะไม่ใช่โรคร้ายแรง นอกจากบางโรค เช่น โรคหืดและปฎิกิริยาการแพ้บางชนิด เช่น แพ้อาหาร แพ้ยา แมลงต่อย ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

โรคภูมิแพ้ คืออะไร
โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อตัวกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิด อันตรายต่อรางกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช อย่างมากผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น เช่น ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกเมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูก สารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก เกิดอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูก ถ้าเป็นโรคหืดเมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม แล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็งเกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้น โดยหายใจมีเสียงเหมือนนกหวีด ดังวี๊ดขึ้น อาจใช้เวลาก่อนเกิดอาการเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ ถ้าเป็นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ก็จะมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือมีผื่นแบบลมพิษ ถ้าแพ้อาหารก็จะมีอาการปากบวม หรือมีลมพิษขึ้น ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวการณ์ตอบสนองไวกว่าปกติต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่ใช้สารก่อภูมิแพ้ได้ เช่น ความเย็น ความร้อน ความกดอากาศต่ำ หรือฝน ความชื้น ซึ่งภาวะนี้อาจอยู่นานเป็นวันหรือเป็นเดือนก็ได้ และสามารถเกิดอาการได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้

อาการแทรกซ้อนเมื่อเป็นภูมิแพ้
ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่แพ้ ถ้าเป็นภูมิแพ้ทางจมูกก็จะมีอาการปากแห้งเวลาตื่นนอน เนื่องจากเกิดอาการคัดจมูกในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจ ง่วงเหงาหาวนอนเวลาเรียน สมาธิสั้น ทำให้ความคิดความจำสั้น ถ้าเป็นหืดก็จะทำให้สมรรถภาพการทำงานลดลง เพราะจะเหนื่อยง่าย ถ้าเป็นรุนแรงและมีอาการในที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล หรือไม่มียาขยายหลอดลมติดตัวก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือการรักษาที่ไม่เพียงพอทำให้ไม่สามารถควบคุมอาการได้ อ่านเพิ่มเติม

เบาหวานขึ้นตา เบาหวานทำให้มีการเสื่อมของหลอดเลือดที่จอประสาทตา

เบาหวานขึ้นตา คืออะไร เบาหวานทำให้มีการเสื่อมของหลอดเลือดที่จอประสาทตา คือมีการรั่วของน้ำเหลืองละไขมันจากหลอดเลือดออกมาทำให้จอประสาทตาบวมมีการอุดตันของหลอดเลือดของจอประสาทตาขาดเลือดไปเลี้ยง และมีการงอกของเส้นเลือดฝอยที่ผิดปกติร่วมกับการเกิดพังผืดภายในตา ทำให้เกิดเลือดออกภายในลูกตาและจอประสาทตาลอกได้การเสื่อมของหลอดเลือดทั้งสองแบบทำให้ตามัวลง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็จะทำให้สูญเสียสายตาอย่างถาวร

เบาหวานขึ้นตาคืออะไร
เบาหวานทำให้มีการเสื่อมของหลอดเลือดที่จอประสาทตา คือ

มีการรั่วของน้ำเหลืองละไขมันจากหลอดเลือดออกมาทำให้จอประสาทตาบวม
มีการอุดตันของหลอดเลือดของจอประสาทตาขาดเลือดไปเลี้ยง และมีการงอกของเส้นเลือดฝอยที่ผิดปกติร่วมกับการเกิดพังผืดภายในตา ทำให้เกิดเลือดออกภายในลูกตาและจอประสาทตาลอกได้
การเสื่อมของหลอดเลือดทั้งสองแบบทำให้ตามัวลง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็จะทำให้สูญเสียสายตาอย่างถาวร

เบาหวานขึ้นตามีอาการอย่างไร
ผู้ที่มีเบาหวานขึ้นตาอาจมีอาการตามัวเห็นเงาดำ มีฝ้าดำๆ มาบดบังการมองเห็น และบางรายอาจเห็นภาพบิดเบี้ยว แต่บางรายอาจไม่มีอาการเลยแม้จะมีเบาหวานขึ้นตาอย่างรุนแรงก็ตาม
จะทราบได้อย่างไรว่ามีเบาหวานขั้นตาหรือไม่
ถ้าท่านเป็นเบาหวานและยังไม่ได้รับการตรวจตา ให้รีบไปพบจักษุแพทย์ทันที
ถ้าตรวจพบว่าเบาหวานยังไม่ขึ้นตา ควรได้รับตรวจโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ถ้าตรวจพบว่าเบาหวานขึ้นตา รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที และตรวจตาอย่างน้อยทุก 3-6 เดือน ตามคำแนะนำของแพทย์ อ่านเพิ่มเติม

Office Syndrome…ปวดแบบนี้ต้องเจอช๊อต!

พฤติกรรมในการทำงาน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงสภาพร่างกายที่มีความพร้อมในการทำงาน อาจทำให้เราละเลยถึงสัญญาณเตือนจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้

ช๊อตรึเปล่า แบบนี้ต้องช๊อตรึเปล่าาา?!
พฤติกรรมในการทำงาน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงสภาพร่างกายที่มีความพร้อมในการทำงาน อาจทำให้เราละเลยถึงสัญญาณเตือนจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้ เพราะบางครั้งที่เราทำงานเพลิน ๆ เราอาจลืมไปว่ากำลังนั่งหลังค่อม นั่งผิดท่า จ้องหน้าคอมนานเกินไป หรือรวมทั้งเกิดอาการตึงเครียดขณะทำงาน ที่ทำให้เกิดโรคที่ชื่อว่า ‘ออฟฟิศซินโดรม’ ซึ่งมีอาการปวดกล้ามเนื้อเนื่องจากการทำงานที่ใช้อิริยาบถซ้ำ ๆ นั่งทำงานหน้าคอมเป็นเวลานาน จนทำให้ร่างกายเริ่มมีอาการปวด และลุกลามเป็นปวดเรื้อรัง รวมถึงมีอาการชาที่มือ แขน และขาได้

การรักษาอาการปวดของโรคออฟฟิศซินโดรม มีด้วยกันหลายวิธีตามความเหมาะสมของผู้ป่วย เช่น การยืดกล้ามเนื้อ การนวดแผนไทย การทานยา การฝังเข็มเป็นต้น แต่นอกจากนี้ หากมีอาการปวดเรื้อรัง ปวดมากผิดปกติ ก็สามารถรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยเครื่องกระตุ้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Peripheral Magnetic Stimulation(PMS) ได้

ได้ใช้เครื่องกระตุ้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(PMS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้รักษาอาการปวด โดยใช้พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่งไปยังเนื้อเยื่อเพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท กระตุ้นการซ่อมแซมของกระดูก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ยังสามารถรักษาได้ถึงเนื้อเยื่อส่วนที่ลึกที่สุด และไม่เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะรอบ ๆ จึงทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย เพิ่มความแข็งแรง และชะลอการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อในผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้เวลารักษาประมาณ 15-30 นาที ต่อครั้ง เห็นผลเร็วตั้งแต่ครั้งแรกที่รักษา และสามารถรักษาต่อเนื่องได้ อ่านเพิ่มเติม

หลอดเลือดสมองโป่ง!! ตัวการของโรคร้าย…ที่มาด้วยอาการปวดศีรษะ

ภาวะหลอดเลือดสมองโป่ง หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา หลอดเลือดที่โป่งอาจเกิดการแตก ทำให้เกิดเลือดคั่งในสมองก้อนเลือดนั้นจะไปกดเบียดเนื้อสมองหากเกิดในส่วนที่สำคัญ ก็จะทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

หลอดเลือดสมองโป่ง มักพบในคนที่มีอายุระหว่าง 50-60 ปี สาเหตุส่วนหนึ่งเชื่อว่า เกิดจากความเสื่อมของผนังหลอดเลือด ร่วมกับอายุที่มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเร่งที่ทำให้สภาพของหลอดเลือดมีความเสื่อมมากขึ้น และเร็วขึ้น ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือ สูบบุหรี่มาเป็นเวลานาน
ภาวะหลอดเลือดสมองโป่ง หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา หลอดเลือดที่โป่งอาจเกิดการแตก ทำให้เกิดเลือดคั่งในสมองก้อนเลือดนั้นจะไปกดเบียดเนื้อสมองหากเกิดในส่วนที่สำคัญ ก็จะทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ภาวะหลอดเลือดสมองโป่ง อาจจะพบได้ทั้งแบบที่มีอาการและไม่มีอาการ โดยอาการส่วนใหญ่ที่พบจะมีอาการ
ปวดหัวอย่างรุนแรง และเฉียบพลัน
อาจจะมีปวดบริเวณต้นคอร่วมด้วย
บางรายอาจมีคลื่นไส้อาเจียน
บางรายอาจพบมีอาการหมดสติหลังจากปวดหัว
ในรายที่มีเลือดออกรุนแรง และปริมาณมาก ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ทันที ตั้งแต่ก่อนมาถึงโรงพยาบาล

ดังนั้น ความสำคัญของโรคก็คือ ต้องมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด และหากการตรวจวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดด้วยเทคนิคจุลศัลยกรรมสมอง (ผ่าตัดด้วยกล้องจุลทรรศน์)

โรคหลอดเลือดสมองโป่ง นี้ตรวจพบได้จากการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ ได้แก่
เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองความเร็วสูง (CT Scan) หรือ
การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) หรือ
การตรวจหลอดเลือดสมองด้วยการฉีดสารทึบรังสี (Cerebral Angiography)

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองโป่ง
การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของหลอดเลือดที่โป่งพอง บางชนิดจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อหนีบกระเปาะหลอดเลือดที่โป่งพองนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการแตกหรืออุดตันจนทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อสมองได้ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาก่อนที่หลอดเลือดจะแตก มักจะมีผลการรักษาที่ดีมาก หายขาด และใช้ชีวิตได้ตามปกติ อ่านเพิ่มเติม

ศูนย์ระบบทางเดินหายใจในเด็ก

โรคภูมิแพ้อากาศ จะเป็นลักษณะคล้ายเป็นหวัด เป็นๆ หายๆ ซึ่งจริงๆ แล้วแตกต่างจากอาการหวัด โดย โรคภูมิแพ้อากาศ จะมีน้ำมูกไหลเรื้อรังและเป็นน้ำมูกใส มักจะไหลช่วงเช้า ช่วงอากาศเปลี่ยน เข้าห้องแอร์ เจออากาศเย็น หรือเป็นในตอนกลางคืน นอกจากนี้ยังจะมีอาการคันจมูก คันตา คัดจมูกตอนกลางคืน บางคนก็จะมาลักษณะของนอนกรน กระแอมบ่อยๆ มีเสียงอู้อี้ในจมูก พวกนี้ก็จะเป็นอาการเรื้อรัง เป็นแล้วไม่หาย ไม่เหมือนหวัดที่เป็นแล้วหาย
– โรคภูมิแพ้ขึ้นตา จะมีอาการคันตา แพ้แสง น้ำตาไหลบ่อย หรือบางคนอาจจะเป็นลักษณะของผื่นแพ้ขึ้นรอบดวงตาได้
– โรคภูมิแพ้อาหาร นับเป็นโรคยอดฮิตในปัจจุบัน มีอาการแสดงหลายระบบมาก ถ้าเป็นอาการแสดงทางผิวหนังก็มีได้ตั้งแต่อาการแพ้เฉียบพลัน เช่น ผื่นลมพิษ ตาบวม ปากบวม หรืออาการแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ผื่นแห้งคัน ตามข้อพับแขนขา ซึ่งเราจะสามารถพบได้ตั้งแต่วัยทารกจนถึงเด็กโตเลย ส่วนอาการในระบบทางเดินหายใจของคนที่แพ้อาหารก็จะคล้ายๆกับพวกภูมิแพ้อากาศ อาการแสดงในระบบทางเดินอาหารก็มี เช่น ปวดท้อง กินแล้วมีอาการระคายคอ อาจจะมีท้องเสียเรื้อรัง หรือท้องเสียเป็นๆ หายๆ ถ่ายเป็นมูกปนเลือดได้ ส่วนระบบหลอดเลือดของอาการภูมิแพ้อาหารจะเป็นระบบที่ค่อนข้างรุนแรงอาจจะมาด้วยลักษณะอาการช็อคได้
– โรคภูมิแพ้อื่นๆ เช่น แพ้แมลง ผึ้ง ต่อ แตน มด เป็นต้น
– โรคหอบหืด เป็นโรคของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง จะมีลักษณะอาการ เหนื่อยง่าย หายใจเหนื่อย หายใจมีเสียงวี๊ด หรือจะเป็นลักษณะของอาการไอเรื้อรัง ไอติดต่อกันบ่อยๆ ไอตอนกลางคืน นอนกรน แน่นหน้าอกหายใจไม่สะดวก หรืออาจจะเหนื่อยง่ายหลังการออกกำลังกาย หรือการทำกิจวัตประจำวันอื่นๆ ซึ่งอาการพวกนี้มักจะสัมพันธ์กับอากาศที่เปลี่ยนแปลง การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ หรือว่าโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ติดเชื้อไวรัส RSV ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กเล็กโดยเฉพาะวัยอนุบาล จะทำให้เกิดหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบตามมา มีอาการ ไข้ ไอ หอบ หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจแรง หน้าอกกระเพื่อมเยอะ หรือใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง บางคนที่มีอาการค่อนข้างหนักอาจจะพบมีลักษณะปากเขียวคล้ำหรือแม้กระทั่งมีปีกจมูกบาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะไอมาก โดยเฉพาะอาการในตอยกลางคืนจะค่อนข้างแย่กว่าตอนกลางวัน อ่านเพิ่มเติม

โรคสมาธิสั้นคืออะไร

โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder : ADHD) เป็น โรคทางสมอง ชนิดหนึ่งที่พบได้ตั้งแต่ในเด็กอายุ 4-5 ปีขึ้นไปและพบได้มากถึงร้อยละ 5 ในเด็กวัยเรียน ซึ่งอาจมาพบแพทย์ด้วยปัญหาการเรียน เช่น ไม่มีสมาธิ เรียนไม่รู้เรื่อง ทำงานไม่เสร็จ หรือปัญหาทางพฤติกรรม เช่น อยู่ไม่นิ่ง เล่นรุนแรง ดื้อ-ต่อต้าน เป็นต้น

โรคสมาธิสั้น โรคทางสมอง เกิดจากความไม่สมดุลของสาร Dopamine และ Norepinephrine ในสมองที่ทำหน้าที่ในการควบคุมสมาธิและจัดลำดับขั้นตอน เชื่อว่าปัจจัยทางกรรมพันธุ์และภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลนี้ ซึ่งไม่ได้เกิดจากปัญหาในการเลี้ยงดูหรือความกดดันจากผู้ปกครองอย่างที่หลายคนเข้าใจ

โรคสมาธิสั้นมี 2 กลุ่มอาการ ได้แก่ กลุ่มอาการขาดสมาธิ (Inattention) ซึ่งมักแสดงออกมาเป็นปัญหาการเรียน และกลุ่มอาการอยู่ไม่นิ่ง/ หุนหันพันแล่น (Hyperactivity/ Impulsivity) ซึ่งมักแสดงออกมาเป็นปัญหาพฤติกรรม ทั้งสองกลุ่มอาการนี้เป็นแค่เพียงปัญหาเบื้องต้นที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการในด้านอื่น ๆ เช่น ขาดความมั่นใจในตัวเอง ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวรวมไปถึงโรงเรียนอีกด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้เพื่อการวินิจฉัยตั้งแต่อายุน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อไป

การวินิจฉัยโรคสามารถทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และกุมารแพทย์ทางด้านพัฒนาการและการเจริญเติบโต แพทย์จะทำการประเมินปัญหาในแต่ละด้านเพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องรวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เด็กมีอาการคล้ายโรคสมาธิสั้น เช่น โรคทางระบบประสาทอื่น ๆ หรือความวิตกกังวล ทั้งนี้การวินิจฉัยโรคสามารถทำได้โดยง่ายผ่านการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและเด็กโดยไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดหรือเอกซ์เรย์สมองแต่อย่างใด แพทย์อาจมีการประเมินพฤติกรรมที่โรงเรียนจากครูผ่านแบบสอบถามหรือประเมินระดับสติปัญญา (IQ test) โดยนักจิตวิทยาคลินิก ซึ่งแพทย์จะพิจารณาความจำเป็นในเด็กแต่ละรายไป

การรักษาโรคสมาธิสั้นประกอบด้วย การปรับพฤติกรรมและการรักษาด้วยยา การปรับพฤติกรรม (Behavioral modification) ในเด็กสมาธิสั้นนั้นสามารถทำได้โดยการกำหนดข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมดีให้เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนและให้แรงจูงใจหรือคำชมเวลาที่เด็กสามารถทำพฤติกรรมดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการปรับพฤติกรรมต้องใช้เวลานานและต้องทำอย่างสม่ำเสมอโดยมีแพทย์คอยให้คำปรึกษาในแต่ละขั้นตอน

การรักษาด้วยยาเป็นวิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากให้ผลรวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย และสามารถทำควบคู่กับการปรับพฤติกรรมได้ ยารักษาโรคสมาธิสั้นในปัจจุบันมีหลากหลายชนิดซึ่งผลในการรักษาขึ้นกับหลากหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของอาการ กลุ่มอาการของโรค หรือโรคอื่น ๆ ที่สามารถพบร่วมกับโรคสมาธิสั้น แพทย์จะประเมินความจำเป็นในการใช้ยาอย่างรอบคอบและวางแผนติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องหลังเริ่มใช้ยา อ่านเพิ่มเติม

ทำไม… ต้องพบจิตแพทย์ ?

การทำจิตบำบัด โดยการเปลี่ยนความคิด หรือ Cognitive Therapy จึงถูกนำมาใช้โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขลักษณะที่เป็นข้อเสียโดยเฉพาะในด้านความคิด วิธีการ คือ นำเทคนิคการสังเกตคำพูดจากการสนทนาระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย และสะท้อนความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความคิดที่ไม่เหมาะสม โดยชี้ให้เห็นว่าความคิดนั้นอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล และความเป็นจริงหรือไม่ ร่วมกับการใช้เทคนิคเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากการแก้ไขความคิดหรือความเชื่อ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความเศร้า ความวิตกกังวล และความโกรธ โดยอารมณ์เหล่านี้มักถูกกระตุ้นจากการรับรู้ว่ามีการสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต, ปัจจุบัน หรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ความรู้สึกผิดที่มีต่อผู้อื่น เมื่อตนเองได้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม แพทย์ผู้รักษามีหน้าที่ ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้ตระหนักและตรวจสอบเมื่อมีความคิดเชิงลบที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และวิธีการที่จะจัดการกับความคิดนั้นให้หมดไป

สถานการณ์สมมติ 2 เหตุการณ์
เด็กหนุ่มคนหนึ่ง อายุ 20 ปี รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนไหวง่าย ขาดความมั่นใจ จิตใจไม่เป็นสุข หาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร เป็นมาตั้งแต่ย่างเข้าวัยรุ่น อาการจะดีขึ้นบ้างเมื่อมีคนเอาใจ หรือได้ไปเที่ยวพักผ่อน บางครั้งก็หาทางออกโดยการดื่มเหล้า หรือเสพยาเพื่อให้เมาและลืมไปชั่วขณะ
หญิงโสดคนหนึ่ง อายุ 23 ปี เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน บางครั้งเธอจะอารมณ์รุนแรงมาก และถึงกับเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้ว 3 หน แต่เวลาที่เธออารมณ์ดีเพื่อนๆ จะบอกว่าเธอเป็นคนร่าเริง คุยเก่ง เธอเคยมีแฟนหลายคนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่เธอกลับรู้สึกว่าไม่มีใครที่ถูกใจเธอเลย เธอเคยเรียนหนังสือแต่ไม่จบ จึงเปลี่ยนไปทำงานอยู่กับบ้านพักหนึ่ง แล้วเธอจึงหันมาเรียนทางด้านการแสดง เพราะคิดว่าตัวเธอเองน่าจะเป็นนักแสดงที่ดีได้

ทั้งสอง มาโรงพยาบาลด้วยอาการเดียวกัน คือ รู้สึกเครียดไม่สบายใจ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมด โลกนี้ไม่น่าอยู่ ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร อยากขอคำปรึกษาเฉยๆแต่ไม่อยากกินยา ขณะเดียวกันก็กลัวว่าการไปพบจิตแพทย์จะถูกมองในทางไม่ดี เช่น ถูกหาว่าเป็นโรคจิต และไม่รู้ว่าการได้รับคำปรึกษาจะแตกต่างจากการพูดคุยกับคนสนิทที่รู้ใจอย่างไร

อาการแบบนี้ ทางการแพทย์บอกได้ว่า น่าจะมีปัญหาทางความคิด คือ คิดทางลบ และร่วมกับมีปัญหาทางอารมณ์ คือ ซึมเศร้า ไม่ถึงขนาดเป็นโรคจิต การมาพบจิตแพทย์น่าจะดีกว่าการพูดคุยกับคนสนิท เพราะหากไม่ต้องการกินยา การทำจิตบำบัดโดยการเปลี่ยนความคิด หรือ cognitive therapy อาจจะช่วยได้

ตามทฤษฏีของ Aron T. Beck กล่าวว่า “วิธีการมองตัวเอง หรือ มองโลกของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต เป็นตัวกำหนดความคิด และแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่างๆ ที่เห็นได้”
การทำจิตบำบัด โดยการเปลี่ยนความคิด หรือ Cognitive Therapy
จึงถูกนำมาใช้โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขลักษณะที่เป็นข้อเสียโดยเฉพาะในด้านความคิด วิธีการ คือ นำเทคนิคการสังเกตคำพูดจากการสนทนาระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย และสะท้อนความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความคิดที่ไม่เหมาะสม โดยชี้ให้เห็นว่าความคิดนั้นอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล และความเป็นจริงหรือไม่ ร่วมกับการใช้เทคนิคเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากการแก้ไขความคิดหรือความเชื่อ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความเศร้า ความวิตกกังวล และความโกรธ โดยอารมณ์เหล่านี้มักถูกกระตุ้นจากการรับรู้ว่ามีการสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต, ปัจจุบัน หรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ความรู้สึกผิดที่มีต่อผู้อื่น เมื่อตนเองได้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม แพทย์ผู้รักษามีหน้าที่ ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้ตระหนักและตรวจสอบเมื่อมีความคิดเชิงลบที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และวิธีการที่จะจัดการกับความคิดนั้นให้หมดไป

การทำจิตบำบัดโดยการเปลี่ยนความคิด มีทั้งแบบการรักษาระยะสั้น และระยะยาว
การรักษาระยะสั้น
คือ 15-20 ครั้ง ในเวลา 12 สัปดาห์ โดยอาศัยความร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ระหว่างผู้ป่วยและผู้รักษา การรักษาจะชักนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงความคิดพื้นฐานที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ อาจใช้วิธีการทำเป็นกลุ่ม หรือเฉพาะบุคคล มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปัจจุบัน ในระหว่างการรักษาทั้งผู้ป่วยและผู้รักษา อาจจะเกิดความรู้สึกกดดันได้ เพราะผู้ป่วยต้องกลับไปทำการบ้านตามที่ได้รับมอบหมาย คือ การฝึกสังเกตและเปลี่ยนความคิด แต่จะเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด อ่านเพิ่มเติม

 

อันตรายจาก… โรคอ้วน!!

ผลตามมาของ โรคอ้วนความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทรกลีเซอไรด์โรคไขมันพอกผนังเส้นโลหิต และหัวใจขาดเลือดความผิดปกติของน้ำตาลในเลือดข้อเสื่อมอืดอาดเหนื่อยง่ายหอบหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ (Sleep Apnea)ไขมันพอกตับนิ่วในถุงน้ำดีเส้นเลือดขอดแผลเรื้อรังที่ขาโลหิตคั่งแข็งตัวอุดเส้นเลือดดำโลหิตคั่งแข็งตัวอุดเส้นเลือดในปอดน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นหลอดอาหารไส้เลื่อนปัสสาวะราดในผู้หญิงประจำเดือนไม่มามีบุตรยาก (ในผู้หญิง)มะเร็งของเยื่อบุมดลูกมะเร็งของเต้านมผิวหนังชื้นแฉะ เป็นฝีง่ายตามข้อพับประสบอุบัติเหตุง่ายมีปัญหาทางเศรษฐกิจและจิตใจ

ภาวะอ้วนทำให้เกิดโรค โรคอ้วนความดันโลหิตสูง และความผิดปกติต่างๆ ได้มาก หรือเร็วกว่าคนไม่อ้วน ได้แก่
ความดันโลหิตสูง : พบว่าถ้าลดน้ำหนักโดยยังมีปริมาณเกลือในอาหารเท่าเดิมก็ลดความดันโลหิตลงได้
เบาหวานชนิดไม่พึ่งพาอินซูลิน : ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดนี้ที่รุนแรงสุดกว่าปัจจัยใดๆ
ไขมันในเลือดผิดปกติ
โรคหลอดเลือดตีบ (Atherosclerosis) : เช่น หลอดเลือดสมองตีบ ทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยพบว่าความอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้โดยตรง และยังเพิ่มความเสี่ยงโดยอ้อมจากภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวาน และความดันโลหิตสูงด้วย
นิ่วถุงน้ำดี และถุงน้ำดีอักเสบ
โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) : โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสะโพก ข้อเข่า และยังเพิ่มโอกาสเกิดโรคข้ออักเสบจากเก๊าท์ด้วย
มะเร็งบางชนิด : พบมากขึ้นในคนอ้วน และสัตว์ทดลองที่ถูกทำให้อ้วน จากการศึกษาของ American Cancer Society โดยอิงน้ำหนักที่คนไข้บอกเองพบว่าถ้าน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน 40% จะมีอัตรารายจากมะเร็งสูงขึ้น 33-1.55 เท่า ที่สำคัญ คือ มะเร็งเยื่อบุมดลูกเต้านม ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่

เมตาโบลิกซินโดรมหรือซินโดรมเอ็กซ์(Metabolic Syndrome)
หรือโรคอ้วนลงพุง เป็นอาการของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระบวนการเผาผลาญอาหารภายในร่างกายนั่นเอง เป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง โรคความจำเสื่อม ฯลฯ

เกณฑ์การตัดสินว่าคุณเป็นโรคอ้วนลงพุงหรือไม่คือ
เส้นรอบเอวเกินมาตรฐาน(ผู้ชายมากกว่า 90 เซนติเมตร ผู้หญิงมากกว่า 80 เซนติเมตร) ความดันโลหิตมีค่ามากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท มีไขมันดี(HDL คอลเรสเตอรอล) น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้ชาย และ น้อยกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้หญิง มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงขึ้นคือ ตั้งแต่ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

เมตาโบลิกซินโดรม (metabolic syndrome)อาจเรียกอีกอย่างว่า อาการดื้อต่ออินซูลิน
ฮอร์โมนอินซูลินคือตัวที่นำน้ำตาลในเลือดที่ได้จากการย่อยอาหารเข้าสู่เซลล์เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ถ้าร่างกายดื้อต่ออินซูลินจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสะสมและสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้การดื้อต่ออินซูลินยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบอีกด้วย แม้ว่าคน ๆ นั้นจะไม่เคยเป็นเบาหวานมาก่อนก็ตาม

การป้องกันและรักษาเมตาโบลิกซินโดรม (metabolic syndrome) หรือ โรคอ้วนลงพุง
ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยป้องกันการเพิ่มของน้ำหนักตัวและช่วยให้ร่างกายใช้ฮอร์โมนอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที โดยการเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิค การควบคุมคุณภาพและปริมาณของคาร์โบไฮเดรตเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคอ้วนลงพุง พลังงานประมาณ 40-50 เปอร์เซนต์จากคาร์โบไฮเดรตควรมาจากธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้ พลังงานอีก 40 เปอร์เซนต์ควรได้จากไขมันดีจากปลาและพืชเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันปลา พลังงานที่เหลืออีก 10 -20 เปอร์เซ็นต์ ควรมาจากโปรตีนไขมันต่ำ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

เมตาโบลิกซินโดรม (metabolic syndrome) หรือ โรคอ้วนลงพุง
เป็นกลุ่มอาการที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมายเช่นโรคเบาหวาน มะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ก็สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ด้วยการควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต ออกกำลังกาย อย่าปล่อยให้เส้นรอบเอวเกินมาตรฐาน จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้

ผลตามมาของโรคอ้วน
ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทรกลีเซอไรด์
โรคไขมันพอกผนังเส้นโลหิต และหัวใจขาดเลือด
ความผิดปกติของน้ำตาลในเลือด
ข้อเสื่อม
อืดอาด
เหนื่อยง่าย
หอบ
หยุดหายใจระหว่างนอนหลับ (Sleep Apnea)
ไขมันพอกตับ
นิ่วในถุงน้ำดี
เส้นเลือดขอด
แผลเรื้อรังที่ขา
โลหิตคั่งแข็งตัวอุดเส้นเลือดดำ
โลหิตคั่งแข็งตัวอุดเส้นเลือดในปอด
น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นหลอดอาหาร
ไส้เลื่อน
ปัสสาวะราดในผู้หญิง
ประจำเดือนไม่มา
มีบุตรยาก (ในผู้หญิง)
มะเร็งของเยื่อบุมดลูก
มะเร็งของเต้านม
ผิวหนังชื้นแฉะ เป็นฝีง่ายตามข้อพับ
ประสบอุบัติเหตุง่าย
มีปัญหาทางเศรษฐกิจและจิตใจ อ่านเพิ่มเติม

 

ฝ้า …ปัญหาคาใจ

ในบรรดาเรื่องสุขภาพสุดฮิตที่ผู้หญิงให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ก็ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงาม โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณบนใบหน้ายกตัวอย่างเช่น ปัญหาฝ้า ซึ่งขึ้นชื่อว่ารักษายาก เรามาทำความรู้จักกับฝ้าให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจทำการรักษา

ในบรรดาเรื่องสุขภาพสุดฮิตที่ผู้หญิงให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ก็ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงาม โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณบนใบหน้ายกตัวอย่างเช่น ปัญหาฝ้า ซึ่งขึ้นชื่อว่ารักษายาก เรามาทำความรู้จักกับฝ้าให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจทำการรักษา

ฝ้า
ฝ้าพบบ่อยในผู้หญิงวัยกลางคน ลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากบนและคาง มักเริ่มจากจุดสีน้ำตาลแล้วขยายเป็นปื้น เราสามารถแบ่งชนิดของฝ้าได้เป็น 3 ชนิด

1). ฝ้าชนิดตื้น
ลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม ขอบเขตชัด เกิดจากเม็ดสีเมลานินสะสมในชั้นหนังกำพร้ามากผิดปกติ ฝ้าชนิดนี้ค่อนข้างตอบสนองดีต่อการรักษา เนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนังจึงง่ายต่อการกำจัด

2.) ฝ้าชนิดลึก
ผื่นฝ้าจะเป็นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบเขตไม่ชัด เกิดจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในชั้นหนังแท้ มีผลทำให้การรักษาค่อนข้างยาก

3.) ฝ้าชนิดผสม
มีเม็ดสีเมลานินสะสมมากทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ อ่านเพิ่มเติม