อากาศเริ่มหนาวแล้ว!! เตือนก่อนผิวเสีย อาบน้ำอุ่นจัด ระวังโรคผิวหนังถามหา

เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ สิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง และหลายๆคนมองข้ามคือเรื่องของสุขภาพผิวที่มักมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงเช่นนี้ การ อาบน้ำอุ่นจัด
ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคผิวหนังจำนวนมากจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น ส่วนใหญ่คือผู้ป่วยโรคผิวหนังเรื้อรัง ทั้งโรคสะเก็ดงู สะเก็ดเงิน และโรคที่เกี่ยวกับเชื้อไวรัส เช่น งูสวัด เริม เนื่องจากอากาศหนาวทำให้เชื้อไวรัสเติบโตได้ดี นอกจากนี้ ยังพบปัญหาผิวแห้งเนื่องจากอากาศแห้ง ลมแรง รวมทั้งปัญหารังแคจากความแปรปรวนของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ผิวหนังในช่วงฤดูหนาว

“อย่า อาบน้ำอุ่นจัด
เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว
ทำลายเกราะภูมิคุ้มกัน เสี่ยงรับเชื้อโรคง่ายขึ้น”

ใครบ้างที่เสี่ยง เกิดโรคผิวหนัง…

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่พบโรคผิวหนังมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว คือ เด็กและผู้สูงอายุ พบมีอาการผิวแห้ง เป็นผื่นคัน และผิวแตก
การดูแลรักษาผิวหนังในช่วงอากาศหนาว
ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัดหรือนานเกินควร เพื่อรักษาน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวไว้ให้มากที่สุด เพราะในน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมีน้ำมัน สารเพิ่มความชุ่มชื่นที่สร้างขึ้นเฉพาะตัวและมีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นมิตรกับผิวช่วยป้องกันเชื้อโรคร้ายแรงอื่นไม่ให้เข้ามาในชั้นผิวหนัง แนะควรทาครีมเพิ่มความชุ่มชื่นหลังอาบน้ำใน 3-5 นาที
อาบน้ำนานๆ ใช่ว่าจะดี
รู้หรือไม่ว่า!! การอาบน้ำนานเกินไป หรือ ชําระล้างมากเกินไป นอกจากผิวแห้งจากการสูญเสียน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวแล้ว การชําระล้างยังทําลายเกาะภูมิคุ้มกันของผิวหนังด้วย อ่านเพิ่มเติม

ความเสี่ยงของ มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

ระบบทางเดินอาหารของคนเรานั้น เริ่มต้นจากปากผ่านหลอดอาหารไปที่ กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก รวมถึงอวัยวะอื่นๆ ในช่องท้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหารด้วยเช่นเดียวกับตับ ตับอ่อน และถุงน้ำดี หากพูดถึงมะเร็งระบบทางเดินอาหารอาจกล่าวได้ว่า มะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกๆ ตำแหน่ง ด้านสาเหตุของมะเร็ง ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด สำหรับปัจจัยเสี่ยงซึ่งอาจเป็นที่มานั้น ได้แก่ ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก โดยได้รวบรวมปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหาร: เพศชายที่มีอายุระหว่าง 45-70 ปี มีความเสี่ยงสูงสุด สูบบุหรี่ และดื่มเหล้า ผู้ที่มีน้ำหนักมาก และไขมันในร่างกายสูง
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหาร: ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารส่วนใหญ่พบในเพศชายที่อายุมากกว่า 55 ปี มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็ง กระเพาะอาหาร ชอบรับประทานของหมักดอง ตากเค็ม รมควัน ได้รับเชื้อแบคทีเรียเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobacterpylori) และอาชีพที่ต้องพบฝุ่นและสารเคมีบางชนิด สูบบุหรี่ และดื่มเหล้า
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่: ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก และมะเร็งเต้านม เคยมีติ่งเนื้อ (Polyps) ในลำไส้ใหญ่ มีประวัติเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง อ้วน รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร แคลเซียม และโฟเลตน้อย สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และขาดการออกกำลังกาย
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งทวารหนัก: อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีการติดเชื้อ human papillomavirus (HPV) มีคู่นอนหลายคน มีเพศสัมพันธ์ผ่านทางทวารหนัก และผู้ที่สูบบุหรี่
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ: ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงมากกว่าคนที่ไม่เป็นพาหะ เป็นโรคตับแข็ง ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีเชื้อราบางชนิด เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง และผู้ที่สูบบุหรี่
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับอ่อน: ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เป็นโรคตับอ่อนอักเสบ เบาหวาน และผู้ที่สูบบุหรี่
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งถุงน้ำดี: มีประวัติเป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง นิ่วในถุงน้ำดี มีความผิดปกติของถุงน้ำดี สูบบุหรี่ มีอาการของดีซ่าน และอ้วนเมื่อทราบถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพตนเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากมะเร็งระบบทางเดินอาหาร นอกจากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงแล้ว อีกประการที่มีความสำคัญ คือการตรวจสุขภาพประจำปี อ่านเพิ่มเติม

“การฉีด น้ำหล่อลื่น ผิวข้อเข่า” หนึ่งทางเลือกรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

 

“การฉีด น้ำหล่อลื่น ผิวข้อเข่า” หนึ่งทางเลือกรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม
ข้อเข่าเป็นอวัยวะที่พบการเสื่อมได้มากที่สุด ในคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีผลทำให้รบกวนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย
ทำไม…ต้อง “ฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า
การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่านั้นเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในกรณีที่รับประทานยาหรือทำกายภาพบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ซึ่งโดยปกติในข้อเข่าระหว่างกระดูกผิวข้อจะมีน้ำไขข้อที่มีความหนืดแทรกอยู่ คอยทำหน้าที่เป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงข้อ ช่วยให้เกิดความหล่อลื่นและลดแรงกระแทก ลดการเสียดสีลง
อายุการใช้งานนาน…ทำให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพ
ปัญหาข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการใช้งานข้อต่อเนื่องยาวนานจนทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อน น้ำเลี้ยงบริเวณข้อเข่าลดน้อยลง ผู้ป่วยจึงมีอาการเจ็บปวดข้อขณะเคลื่อนไหว เข่าผิดรูปโก่งงอ ส่งผลต่อคุณภาพในชีวิตประจำวันปัญหาข้อเข่าเสื่อมสามารถพบได้ในผู้สูงอายุเฉลี่ย 50-60 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มพบได้เร็วขึ้นเนื่องจากพฤติกรรมผิดๆ ในการดำเนินชีวิต เช่น น้ำหนักตัวมาก ชอบนั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ คุกเข่า ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสื่อมของข้อเข่าเร็วขึ้น
การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวหัวเข่าฉีดอย่างไร?
แพทย์จะทำการฉีดยาเข้าข้อเข่าที่มีอาการปวดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3-5 สัปดาห์หลังฉีดผู้ป่วยสามารถขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ช่วยลดการปวด มีฤทธิ์ลดการอักเสบ และปรับเปลี่ยนการทำงานของเซลล์ภายในข้อให้ดีขึ้นเมื่อฉีดครบอาการหายปวดจะเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เดือน – 1 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรง และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น(ผลการรักษาจะดีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าเริ่มรักษาเมื่อใด หากเริ่มรักษาตั้งแต่ข้อเสื่อมระยะแรกๆก็จะทำให้ข้อคงสภาพอยู่ได้นาน) สารที่ใช้ในการฉีดคือ สาร Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารที่มีอยู่ในน้ำข้อของมนุษย์ มีลักษณะเหนียว และยืดหยุ่นทำให้ลดแรงกดและแรงกระแทกข้อต่างๆ โดยเฉพาะผิวกระดูกข้อเข่า
ปลอดภัยด้วยมาตรฐานการรักษาเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย
ก่อนเข้ารับการรักษาแพทย์จะทำการซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียดเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวหัวเข่าไม่แนะนำในผู้ที่ข้อมีการติดเชื้อหรือเป็นโรคผิวหนังในบริเวณที่ฉีดยา การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวหัวเข่าไม่ได้ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย อาจพบเพียงอาการปวด บวม แดง ได้บ้างเหมือนการฉีดยาทั่วไปซึ่งอาการดังกล่าวสามารถหายได้เอง อ่านเพิ่มเติม

คุณผู้ชายบ้างาน เครียดสะสม เสี่ยง “ มะเร็งต่อมลูกหมาก ” ได้!

ใครจะไปคิดว่าแค่ทำงานหนัก มุ่งมั่นกับการทำงานจะทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งได้ แต่เพราะความเครียดที่สะสมมานานวันทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวนี่ล่ะ คือตัวการร้ายที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ชายเป็น มะเร็งต่อมลูกหมาก กันมากขึ้นทุกวัน
อายุยังไม่ถึง 40 ปี…ก็เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้
ถึงแม้จะเป็นความเสี่ยงที่น้อยมาก ที่จะพบผู้ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากที่อายุน้อยกว่า 40-45 ปี (ความเสี่ยงสูงที่อายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป)แต่หากมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่เป็นประจำ ดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก แล้วยังมีภาวะของความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว ทำงานหนัก อดหลับอดนอนตลอดเวลา แถมยังชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ไม่ค่อยกินผัก ผลไม้ที่มีประโยชน์กับร่างกาย ไม่ออกกำลังกาย ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้เช่นกัน และเมื่ออายุย่างเข้า 40 ผู้ชายก็จะมีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่ออายุเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ปี และมากขึ้นเป็น 70% เมื่ออายุ 80-89 ปี
ยิ่งเครียด ยิ่งเสี่ยงสูง
เพราะความเครียดที่สะสมกันนานๆ เข้า จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในร่างกาย ซึ่งหากมีภาวะความเครียดเป็นเวลายาวนาน ก็จะส่งผลเสียให้กับร่างกายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และหนึ่งในนั้นก็คือ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งได้เช่นกัน ยิ่งรวมกับพฤติกรรมข้างต้นก็ยิ่งทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมากขึ้นไปอีก ยิ่งในคนที่เป็นมะเร็งและมีความเครียดสูง ก็ยิ่งทำให้เชื้อมะเร็งลุกลามและแพร่กระจายไปมากกว่าเดิมได้ อ่านเพิ่มเติม

ดื่มอย่างไรไม่ให้ ตับพัง

เลือก “ปริมาณ” ให้เหมาะสม เสี่ยง ตับพัง
การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมนั้นสามารถช่วยให้เรามีสุขภาพแข็งแรงขึ้นได้ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าปริมาณแค่ไหนถึงเรียกว่า “เหมาะสม” ถ้าคุณมาสายเหล้า หรือวิสกี้ปริมาณการดื่มที่เหมาะสมจะอยู่ที่43 cc หรือ 1.5 ออนซ์ ซึ่งวัดง่ายๆ คือ 4.5 ฝาสูง แต่ถ้าเป็นสายเบียร์ ที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 5% 1 กระป๋องเล็กถือว่ากำลังดี สาวสายผลไม้ชอบดื่มไวน์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 8-12% การดื่มที่เหมาะสมแค่ 1-2 แก้วก็พอ
เลือก “ชนิด” ให้เป็น
การรู้จักเลือกชนิดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็น ก็จะช่วยให้เกิดผลเสียต่อตับและอวัยวะอื่นๆ น้อยลงด้วย ถ้าจำเป็นต้องดื่ม ว่ากันว่าเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ที่ดูเหมือนจะดีที่สุดในบรรดาการดื่มทุกประเภทนั่นก็คือไวน์แดง เพราะในไวน์แดงที่มีสาร Resveratrol เป็นสารที่ช่วยชะลอเรื่องความแก่และช่วยลดไขมันในเลือดได้ รองมาก็จะเป็นไวน์ขาว วิสกี้ผสมน้ำเปล่า และสิ่งที่แย่ที่สุด คือเบียร์ หรืออะไรก็ตามที่มีความซ่า ที่นอกจากไม่ดีต่อร่างกายแล้ว ยังทำให้เซลล์อ้วนอีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเป็น แผลในกระเพาะอาหาร

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเป็น แผลในกระเพาะอาหาร

ปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่เวลาท้องว่าง หรือจุก เสียด แน่นท้อง หรือปวดคล้ายกับเวลาหิวข้าว มักเกิดขึ้นหลังจากกินอาหารไปแล้วประมาณ 1-3 ชั่วโมง หรือปวดกลางดึก
เมื่อได้รับประทานอาหารมักจะหายปวด หรืออาจจะปวดยิ่งขึ้น
รู้สึกคลื่นไส้ หรืออาเจียน
รู้สึกท้องอืด มีลมในท้อง เหมือนอาหารย่อยได้ไม่ดี
อุจจาระเป็นสีคล้ำ ดำ หรือมีเลือดปน (ในกรณีที่มีแผลในกระเพาะอาหาร และมีเลือดออกร่วมด้วย แต่บางกรณีผู้ที่เป็นก็อาจไม่รู้สึกเจ็บปวด หรือมีอาการใดๆ จนกว่าจะมีเลือดออก)
โรค แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) หรือเรียกย่อๆ ว่า โรค พียู (PU) หรือพียูดี (PUD, Peptic ulcer disease) เป็นโรคที่เกิดมีแผลขึ้นในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น บริเวณปลายหลอดอาหารส่วนที่อยู่ต่อกับกระเพาะอาหารร่วมด้วย เนื่องจากเยื่อเมือกบุภายในทางเดินอาหารเหล่านี้ถูกทำลายโดยน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดโรคได้อีก เช่น
การรับประทานอาหารที่ส่งผลต่อการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร และลำไส้ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงยากลุ่ม NSAID อาทิ แอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ และยาชุด เป็นต้น
พฤติกรรมการรับประทานอาหารแบบเร่งรีบ กินไม่เป็นเวลา หรืออดอาหารบางมื้อ
นอกจากบุหรี่จะส่งผลต่อปอดและทางเดินหายใจแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารด้วย เพราะอาจเพิ่มโอกาสการเป็นแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น
การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobactor Pylori) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เชื้อนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปฝังตัวอยู่ใต้เยื่อบุกระเพาะ ผนังกระเพาะจึงอ่อนแอลงและมีความทนต่อกรดลดลง ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเกิดแผลได้ง่าย แผลหายช้า ส่งผลให้เกิดแผลซ้ำได้อีก
อื่นๆ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล คิดมาก นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์หงุดหงิด พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคแผลในกระเพาะอาหาร
เลือดออกในกระเพาะอาหาร (Upper GI bleeding) ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำเหลว หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม
กระเพาะอาหารทะลุ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องเฉียบพลันรุนแรง หน้าท้องตึง แข็ง กดแล้วเจ็บมาก
กระเพาะอาหารอุดตัน ผู้ป่วยกินได้น้อย อิ่มเร็ว อาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
การตรวจ วินิจฉัย
การเอกซเรย์กลืนแป้ง การตรวจที่สามารถทำได้ง่าย สะดวก เป็นการตรวจขั้นต้น แต่ไม่สามารถนำชิ้นเนื้อไปตรวจเพิ่มเติมได้
ตรวจโดยวิธีการส่องกล้องทางเดินอาหาร เป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุดและมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพราะสามารถเห็นรายละเอียดของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้ชัดเจนดีกว่าการกลืนแป้ง การส่องกล้องช่วยยืนยันการวินิจฉัย และสามารถยืนยันตำแหน่งและขนาดของแผลที่ตรวจพบได้ นอกจากนี้ การส่องกล้องทางเดินอาหารสามารถตรวจหาเชื้อpylori โดยนำชิ้นเนื้อเล็กๆ มาตรวจหาเชื้อ หรือส่งตรวจทางพยาธิสภาพกรณีสงสัยมะเร็งกระเพาะอาหารได้ด้วย อ่านเพิ่มเติม

การ ผ่าตัดโพรงจมูก (ENDOSCOPIC SINUS SURGERY: ESS)

เมื่อคุณต้องเผชิญ กับอาการไซนัสอักเสบเรื้อรังริดสีดวงจมูกผนังกั้นจมูกคดเนื้องอกในโพรงจมูก โดยที่เข้ารับการรักษาทั้งการรับประทานยา การฉีดยา แต่ผลการรักษากลับไม่ดีเท่าที่ควร การ ผ่าตัดโพรงจมูก และไซนัสด้วยกล้องเอ็นโดสโคปจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่นอกจากรักษาอาการข้างต้นได้แล้ว ยังสามารถรักษาโรคของอวัยวะใกล้เคียง เช่น ภาวะน้ำในสมองรั่วเข้ามาในโพรงจมูก ถุงน้ำตาอักเสบเรื้อรัง รวมถึงโรคที่ต้องผ่าตัดเพื่อลดความดันในกระบอกตา เช่น โรคต่อมไทยรอยด์เป็นพิษ และโรคเนื้องอกของต่อมใต้สมองได้อีกด้วย

ทำความรู้จักกับ การ ผ่าตัดโพรงจมูก และไซนัสด้วยกล้องเอ็นโดสโคป (ESS)
การผ่าตัดโพรงจมูก และไซนัสด้วยกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Sinus Surgery: ESS) คือ การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคต่างๆในโพรงจมูกและไซนัส รวมทั้งยังสามารถรักษาโรคของอวัยวะใกล้เคียง การใช้กล้องเอ็นโดสโคปจะช่วยให้เห็นภาพได้โดยตรง และชัดเจน โดยเฉพาะในบริเวณที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทำให้การประเมินความรุนแรงของโรค และการวางแผนรักษาด้วยการผ่าตัดภายในโพรงจมูกและไซนัสเป็นไปได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากเป็นการผ่าตัดผ่านรูจมูกจึงไม่มีแผลผ่าตัดที่ผิวหนัง ยกเว้นในผู้ป่วยบางรายที่อาจจะต้องดัดแปลงการผ่าตัดตามความรุนแรง หรือตำแหน่งของโรคอาจมีแผลผ่าตัดที่ผิวหนังเล็กน้อย ซึ่งแพทย์จะแจ้งให้ทราบแล้วแต่กรณีไป

การผ่าตัดมีความปลอดภัย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธินมีการผ่าตัดโดยวิธีนี้ โดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ประกอบกับการวางแผนการรักษาหลังการผ่าตัดอย่างรอบครอบ อย่างไรก็ตามการผ่าตัดโดยใช้กล้องเอ็นโดสโคปเป็นการผ่าตัดที่ได้รับการยอมรับในระดับมาตรฐานสากล
โดยทั่วไปการผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 – 3 ชั่วโมงซึ่งขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของโรค โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าผู้ป่วยควรได้รับการผ่าตัดวิธีนี้และจำเป็นต้องผ่าตัดร่วมกับการดมยาสลบ หรือฉีดยาชาเฉพาะที่หรือไม่โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและความยินยอมของผู้ป่วย
ตลอดการผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการดูแลความปลอดภัยจากทีมวิสัญญีแพทย์
หลังการผ่าตัดประมาณ 24-48 ชั่วโมงแพทย์จะใส่อุปกรณ์ห้ามเลือดภายในโพรงจมูก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยต้องหายใจทางปาก
หลังจากนำอุปกรณ์ห้ามเลือดออกและผู้ป่วยไม่มีเลือดออกมากแข็งแรงดี สามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้แต่หากผู้ป่วยยังไม่แข็งแรง แพทย์จะเฝ้าดูอาการจนกว่าผู้ป่วยจะปลอดภัย และไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

การเตรียมตัว และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น
ผู้เข้ารับการผ่าตัดต้องเตรียมตัวก่อนผ่าตัด 1 วัน และพักฟื้นหลังผ่าตัดประมาณ 1-2 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากโพรงจมูกและไซนัสอยู่ใกล้กับอวัยวะสำคัญ เช่น กระบอกตา และฐานกระโหลกศีรษะการผ่าตัดอาจเกิดอันตรายกับอวัยวะดังกล่าวได้ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นคือ
เลือดออกในกระบอกตา ทําให้รอบดวงตาฟกชํ้า ถ้าเลือดออกมากอาจจะทําให้ตาโปนและกระทบกระเทือนต่อประสาทตา ทําให้ตามัวลงได้
ท่อนํ้าตาอุดตัน เนื่องจากท่อนํ้าตาอยู่ใกล้กับบริเวณที่ผ่าตัดจึงอาจเกิดการบาดเจ็บบริเวณท่อนํ้าตาจนมีการอุดตันทําให้มีอาการนํ้าตาเอ่อรินหลังผ่าตัดได้ ซึ่งอาจเป็นชั่วคราวหรือถาวร กรณีนี้แพทย์สามารถทําการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภายหลังได้ อ่านเพิ่มเติม

ทำความรู้จักอาการไซนัส- อาการภูมิแพ้

ทำความรู้จักอาการไซนัส- อาการภูมิแพ้
ไซนัสอักเสบ เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่เรามักเข้าใจว่าเป็น “โรคภูมิแพ้” อย่างหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว โรคไซนัสอักเสบเกิดจากภาวะติดเชื้อ ที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบต่อโพรงอากาศรอบจมูก แม้ว่าไซนัสอักเสบจะไม่ใช่โรคที่รุนแรง แต่ด้วยภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ก็มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้!!!
ไซนัส…เรื่องของโพรงจมูกอักเสบ -อาการภูมิแพ้
ปกติรอบๆ โพรงจมูกจะมีโพรงอากาศอยู่ โดยแต่ละโพรงอากาศจะมีรูระบายอากาศตามธรรมชาติ โพรงละ 1 รู เมื่อเยื่อบุโพรงไซนัสอักเสบ มักอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ร่วมกับการติดเชื้อในจมูก เราจึงเรียกว่า “โรคไซนัสอักเสบ” นั่นเอง
รู้ไหม? ไซนัสอักเสบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
เรามักเรียกโรคนี้โดยรวมว่า “โรคไซนัสอักเสบ” จริงๆ แล้วไซนัสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามระยะเวลาการเกิดโรค หากไซนัสเกิดการอักเสบและรักษาหายภายในระยะเวลา 3 เดือน จะเรียกว่า “ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน” แต่หากมีการอักเสบเรื้อรังกินระยะเวลาในการรักษานานเกินกว่า 3 เดือน จะเรียกว่า “ไซนัสอักเสบเรื้อรัง”
ปัจจัยอะไรบ้าง? ที่กระตุ้นให้เกิดไซนัสอักเสบ
– มีอาการไข้หวัดมาก่อน เนื่องจากเชื้อไวรัสโรคหวัดมักส่งผลให้เกิดเยื่อบุจมูกอักเสบ และอาจส่งผลต่อไปยังไซนัส
– มีประวัติโรคภูมิแพ้ เพราะโรคนี้มีผลให้เกิดการบวมของเยื่อบุจมูกและเยื่อบุไซนัส อาจทำให้เกิดสารคัดหลั่งคั่งในไซนัส และก่อให้เกิดการติดเชื้อได้
– การติดเชื้อของฟัน พบว่าประมาณ 10% จากการอักเสบของไซนัสแมกซิลลา หรือโพรงอากาศในกระดูกโหนกแก้ม มีสาเหตุมาจากฟันผุ
– มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในรูจมูก เช่น เม็ดถั่วเขียว เมล็ดผลไม้ เกิดการอุดตันโพรงจมูก และทำให้เกิดการติดเชื้อ โดยมากมักพบในเด็ก
จากการว่ายน้ำ หรือดำน้ำ แล้วเกิดการสำลักน้ำเข้าไปในจมูกและในไซนัส ซึ่งอาจมีเชื้อโรคเข้าไปด้วย รวมทั้ง สารคลอรีนในสระน้ำ ยังเป็นสารเคมีที่มีผลกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุโพรงไซนัสได้อีกด้วย
ถ้ามีอาการแบบนี้…ควรรีบไปพบแพทย์
– อาการคัดจมูก โดยน้ำมูกมีลักษณะข้นเหนียว มีสีเขียว หรือสีเหลือง
– หายใจมีกลิ่น
– เสมหะข้นมักไหลลงคอ ทำให้ต้องขากออกบ่อยๆ
– ปวดศีรษะ ปวดขมับ ปวดโหนกแก้ม หรือบริเวณใดบริเวณหนึ่งของตำแหน่งไซนัส
– รายที่มีอาการรุนแรง อาจมีไข้ หรือตาบวมได้ อ่านเพิ่มเติม

เหตุผลที่ควรรู้ก่อนไปรักษา รากฟันเทียม

รากฟันเทียม หรือรากเทียม คือ วัสดุที่มีรูปร่างคล้ายรากฟันทำจากไททาเนียมซึ่งเป็นวัสดุที่เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี ใช้สำหรับฝังลงไปในกระดูกขากรรไกรเพื่อช่วยในการทำฟันเทียมแบบติดแน่นและแบบถอดได้ ปัจจุบันการใส่รากฟันเทียมถือว่าเป็นวิธีการใส่ฟันที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
ส่วนประกอบของ รากฟันเทียม
ส่วนรากเทียมที่ฝังลงไปในกระดูก (Implant body or fixture): คือ ส่วนของรากเทียมที่มีลักษณะคล้ายสกรูหรือน๊อตที่ฝังจมลงไปในกระดูกขากรรไกร เพื่อให้มีการยึดติดกับกระดูกขากรรไกรทำหน้าที่เหมือนรากฟัน
Implant abutment: ส่วนยึดต่อระหว่าง implant body และส่วนทันตกรรมประดิษฐ์ทำจากไททาเนียมหรือเซรามิค ทำหน้าที่แทนส่วนของตัวฟัน
ส่วนทันตกรรมประดิษฐ์ (Prosthetic component): คือ ส่วนของฟันเทียม เช่น ครอบสะพานฟัน ฟันเทียมถอดได้ที่ยึดกับ implant abutment โดยใช้กาวทางทันตกรรมยึดหรือสกรู
ข้อดี ของรากฟันเทียม
เพิ่มความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ฟันเทียมที่ดูเป็นธรรมชาติและใช้งานได้ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด
ไม่ต้องกรอแต่งฟันข้างเคียง
สามารถบดเคี้ยวได้ดี
ไม่มีปัญหากับการออกเสียง เมื่อเทียบกับฟันเทียมชนิดอื่นๆ
ช่วยการใส่ฟันเทียมแบบถอดได้ความรู้สึกสบาย มีความแน่นกระชับมากยิ่งขึ้น
ป้องกันการสูญเสียฟันและกระดูกข้างเคียง
ให้ความสวยงาม เป็นธรรมชาติมากที่สุด
เสริมสร้างสุขภาพช่องปาก
คงทนและถาวร
เมื่อร่วมกับฟันเทียมแบบถอดได้ จะหมดปัญหาฟันเทียมขยับระหว่างพูดคุย หรือรับประทานอาหาร
ชนิดของรากฟันเทียม
รากฟันเทียมแบ่งได้หลักๆ เป็น 3 ชนิด คือ Conventional Immediate implant และ immediate loaded implant จะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับสภาพภายในช่องปาก ความจำเป็นของคนไข้ และประสบการณ์ของ ทันตแพทย์
Conventional Implant
คือ การฝังรากเทียมโดยทั่วไปขั้นตอนคร่าวๆ คือ ทันตแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยพิมพ์ปากและ x-ray ในบางตำแหน่งอาจจะต้องทำ CT Scan ร่วมด้วยเพื่อทำการวางแผนการรักษา จากนั้นจะนัดหมายผู้ป่วยเพื่อการผ่าตัดเล็กฝังรากเทียมลงไปในกระดูกขากรรไกร หลังจากฝังรากเทียมแล้วจะต้องรอให้รากเทียมและกระดูกยึกติดกันเต็มที่ ประมาณ 3-4 เดือนขึ้นอยู่กับลักษณะของกระดูก โดยทันตแพทย์ก็จะทำฟันเทียมยึดกับรากเทียมต่อไป ซึ่งระยะเวลาในขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของฟันเทียม ส่วนใหญ่จะใช้เวลา 1-4 สัปดาห์ ข้อจำกัดในการรักษาจะมีน้อยมากหากวางแผนการรักษาไว้เป็นอย่างดี แต่ที่พบมาก คือผู้มีปริมาณของกระดูกน้อยมากๆ ในบริเวณที่จะทำการฝังรากเทียม ทำให้ต้องมีการปลูกกระดูกก่อนหรือในบางรายอาจจะปลูกกระดูกไม่ได้
Immediate implant
คือ การฝังรากเทียมทันทีหลังจากทำการถอนฟันธรรมชาติออก ข้อดีของวิธีนี้ คือลดขั้นตอนและระยะเวลาการทำงานลง ลดการละลายของกระดูก ลดโอการการเกิดเหงือกร่น แต่ตำแหน่งฟันที่เหมาะจะทำด้วยวิธีนี้มักจะเป็นฟันหน้า หรือฟันกรามน้อย ต้องไม่มีพยาธิสภาพที่ปลายรากฟันของฟันที่จะถอน และต้องมีปริมาณกระดูกเพียงพอให้รากฟันเทียมยึดอยู่ อ่านเพิ่มเติม

 

โรคไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์

 

โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไข้หวัด ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า INFLUENZA VIRUS
ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดคือ INFLUENZA A และ B ซึ่งแต่ละชนิดแบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยๆ ดังนี้
1. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H1N1)
2. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H3N2)
3. ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ตะกูล VICTORIA
4. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ตระกูล YAMAGATA

8 อาการไข้หวัดใหญ่ที่ต้องระวัง
1. อ่อนเพลีย อย่างเฉียบพลัน
2. เบื่ออาหาร คลื่นไส้
3. ปวดศีรษะ อย่างรุนแรง
4. ปวดแขนขา ปวดข้อ
5. ไข้สูง 39-40 องศา อ่านเพิ่มเติม