เมื่อลูกน้อย ต้องนอนโรงพยาบาล

เมื่อใดที่ลูกน้อยต้อง นอนโรงพยาบาล พ่อแม่ทุกคนต่างกังวลในเรื่องอาการป่วย การนอนพักผ่อน การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารของเด็กที่พ่อแม่จะกังวลกลัวเด็กไม่อยากรับประทาน ด้วยรูปแบบ และลักษณะอาหารที่ถูกหลักของโรงพยาบาลอาจไม่โดนใจคุณหนูๆ แต่ในวันนี้ความกังวลด้านโภชนาการอาหารของทุกคนจะหมดไป เพราะทีมนักกำหนดอาหารของโรงพยาบาล ตระหนักถึงความสำคัญในคุณค่าทางโภชนาการ ที่ต้องมาพร้อมรูปแบบ และองค์ประกอบต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นให้หนูน้อยมีความสุขกับการรับประทานอาหาร เราจึงปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความต้องการของเด็กๆ
สิ่งสำคัญสูงสุดของอาหารสำหรับเด็กที่นอนโรงพยาบาล คือต้องถูกหลักโภชนาการครบ 5 หมู่ เหมาะกับวัย อ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย ไม่เผ็ด รสไม่จัด ไม่หมักดอง และเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งทีมนักกำหนดอาหารยึดหลักสำคัญต่างๆ เหล่านี้อย่างเคร่งครัด และในขณะเดียวกันได้เพิ่มความใส่ใจเพื่อกระตุ้นความสุขให้กับเด็กๆ ด้านอื่นด้วย ทั้งรสชาติ และสีสันสดใส ดึงดูดน่ารับประทาน เช่น การจัดวางให้เป็นรูปทรงต่างๆ อาทิ ข้าวผัด นำมากดใส่พิมพ์เป็นรูปการ์ตูน ตกแต่งด้วยการนำอาหารมาจัดเป็นเส้นผม ตา จมูก ปาก แก้ม หรือรูปดอกไม้ ดาว เป็นต้น
ซึ่งในแต่ละมื้อจะเปลี่ยนรูปแบบไปตามความเหมาะสม ภาชนะที่ใช้ก็มีความสำคัญ โดยนำภาชนะลวดลายน่ารักแบบต่างๆ มาใส่อาหารแทนชุดอาหารแบบปกติ ในการปรุงอาหารสำหรับเด็กแต่ละคน เจ้าหน้าที่จะทราบรายละเอียดว่าเป็นเด็กหญิง หรือเด็กชาย จึงสามารถเลือกลวดลายให้เหมาะสม ในเด็กหญิงอาจเน้นชุดถาดเป็นสีหวานๆ เด็กชายก็เป็นลายการ์ตูนที่ชื่นชอบ เป็นต้น
นอกจากดูแลเรื่องโภชนาการสำหรับเด็กที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เรายังมีส่วนให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในเรื่องโภชนาการที่เด็กควรได้รับในแต่ละวัน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่แนะนำแก่คุณพ่อ คุณแม่คือ เรื่องคุณค่าทางอาหารที่เด็กต้องได้รับอย่างครบถ้วน ผสมผสานกับความดึงดูดของรูปร่างหน้าตาอาหาร เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กอยากรับประทาน เช่น ทำแซนวิชไส้ต่างๆ ที่มีประโยชน์ ทำอาหารคำเล็กๆ ใส่ลูกเล่นแบบคานาเป้ ดัดแปลงผักให้มีหน้าตาน่ารับประทาน หลีกเลี่ยงไม่ให้รับประทานขนม กรุบกรอบ น้ำอัดลม อ่านเพิ่มเติม

ขาโก่ง เท้าปุก เท้าแบน

ขาโก่ง เท้าปุก
“ขา” ของเด็กเล็กปกติจะไม่ตรงในลักษณะเดียวกับผู้ใหญ่ ยิ่งมองด้วยตาจะคล้ายขาโก่ง ซึ่งเกิดจากการโก่งของกระดูกเข่า มักพบในเด็กวัย 2 ปีแรก
และอีกสาเหตุคือ กระดูกขาส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นกระดูกเท้า กระดูกหน้าแข้ง หรือกระดูกท่อนขาท่อนใดท่อนหนึ่ง หรือทั้ง 3 ท่อน มีลักษณะบิดเข้าด้านใน เวลานอนเหยียดขาก็จะมีช่องอยู่ตรงกลางระหว่างขา ทำให้มองดูคล้ายโก่ง ถ้าเด็กขาโก่งตามพัฒนาการของเด็กปกติ มักจะเป็นตั้งแต่เกิดและขาทั้งสองข้างจะโก่งเท่าๆ กัน คือ ถ้าเห็นขาซ้ายโก่งขาขวาก็ต้องโก่ง จากนั้นก็ให้คุณแม่คอยสังเกตต่อไปเรื่อยๆ เมื่อลูกเริ่มโตขาจะดีขึ้นช้าๆ แต่ปัญหา คือ พ่อแม่อยู่กับลูกทุกวันจึงไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนไป แต่ละปีขาเด็กจะมีพัฒนาการดีขึ้น จนกระทั่งอายุ 2 ปี ขาก็จะตรงเหมือนขาผู้ใหญ่ ถ้าหากเด็กขาโก่งเพราะโรคกระดูก ก็มักจะมีสัดส่วนของร่างกายส่วนอื่นผิดปกติด้วย
เท้าแบน
เท้าแบน หรือเรียกอีกอย่าง คือ เท้าแป พบได้มากในเด็กทารกทั่วไป เกิดจากในระหว่างที่ทารกอยู่ในครรภ์ ฝ่าเท้าอาจบิดไปบิดมาจากท่าทางของทารกที่ประคับประคองบีบรัดโดยมดลูก ทำให้ฝ่าเท้าเกออกนอกลำตัว หรือบิดเข้าหาตัวมากเกินไป เมื่อคลอดออกมาลักษณะของเท้าจะกลับคืนสู่ปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ภายในช่วง 5 สัปดาห์หลังคลอดก่อนเด็กเดินได้ฝ่าเท้าจะแบนราบไม่มีอุ้งเท้าอย่างที่เห็นในเด็กโต ในช่วงที่เด็กเริ่มหัดเดินจะเห็นว่าขาทั้งสองข้างและฝ่าเท้าทั้งสองถ่างออกกว้าง น้ำหนักตัวอาจตกลงมาทางด้านในของฝ่าเท้าแบนเมื่อเด็กอายุมากขึ้น เด็กเดินได้เก่งขึ้น การยืน การเดินทำได้ตรงและถนัด และเท้าทั้งสองข้างจะเข้ามาชิดกัน แนวน้ำหนักตัวจะตกลงไปตามแกนของกระดูกขาและลงไปทางด้านนอกของฝ่าเท้า ช่วงนี้จะเห็นว่าเด็กมีการเจริญเติบโตที่เป็นปกติและเริ่มมีอุ้งเท้าเกิดขึ้น
เท้าแบนนั้นอาจเป็นพันธุกรรม ถ้าอายุเกิน 3 ขวบแล้วฝ่าเท้ายังแบนอยู่ถือว่าเป็นความผิดปกติและควรรีบไปรักษา อาการที่จะเกิดขึ้น คือ การปวดเมื่อยน่องในตอนเย็น หรือค่ำๆ หรือตอนกลางคืนเด็กอาจลุกขึ้นมาร้องไห้ด้วยอาการปวดน่อง หรือมีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง ส่วนใหญ่เด็กที่ฝ่าเท้าแบนไม่ชอบวิ่งเล่นหรือออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างเด็กปกติทั่วไปเพราะจะรู้สึกปวดเมื่อยน่องเร็วกว่าปกติ แม้แต่การเล่นกีฬาบางอย่างก็ไม่สามารถสู้เพื่อนได้ จะเห็นว่าเด็กที่มีฝ่าเท้าแบน มีลักษณะของมืออ่อน เท้าอ่อน
การแก้ไขเท้าแบน เมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบไปแล้วถ้าเท้ายังแบนมากควรพาไปพบแพทย์ กรณีเด็กอายุ 10-15 ปีที่เท้าแบน อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เอ็นร้อยหวายตึง โรคข้ออักเสบ หรือเกิดจากการติดเชื้อของโรคข้ออักเสบพวกรูมาตอยด์ หรือในบางรายอาจเกิดจากกระดูกผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด คือ กระดูกของเท้าติดกันจะทำให้เท้าแบน อ่านเพิ่มเติม

9 เรื่องความปลอดภัยที่ต้องระวัง…เมื่อมีผู้สูงวัยในบ้าน

เวลาที่มี ผู้สูงวัยในบ้าน เรายิ่งต้องเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น เพราะไม่อยากให้ปู่ย่า ตายายของเราเกิดอันตรายใดๆ ขึ้น
9 สิ่งนี้ คือสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
1.บริเวณห้องน้ำ
เพราะเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเวลาที่พื้นลื่น และยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้สูงวัยต้องเข้าไปทำภารกิจส่วนตัวและอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ตั้งแต่พื้นห้องน้ำที่ต้องเลือกกระเบื้องที่มีความฝืด หรือหากพื้นกระเบื้องลื่นก็ต้องหาที่ติดกันลื่นมาช่วยป้องกันอันตราย คอยให้คนดูแลตลอดเพื่อไม่ไห้พื้นเปียกซึ่งเสี่ยงต่อการลื่นหกล้มได้มาก ติดราวจับในส่วนของพื้นที่อาบน้ำ หรือมีเก้าอี้สำหรับนั่งอาบน้ำเพื่อความปลอดภัย บริเวณชักโครกก็อาจเพิ่มราวจับเวลาต้องลุกตัวขึ้น เป็นต้น
2.บันได
อีกหนึ่งจุดที่อันตราย เพราะอาจก้าวพลาดได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าต้องขึ้น-ลงทั้งวันก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น ป้องกันด้วยการติดกันลื่นที่บันไดแต่ละก้าว มีราวจับสองด้านได้ยิ่งดี เผื่อเกิดอาการจะหกล้มจะได้คว้าได้ทัน
3.ห้องพระ
ผู้สูงอายุมักจะเข้าไปสวดมนต์เป็นประจำ และเสี่ยงอันตรายในเรื่องของการจุดธูปเทียนแล้วดับไม่สนิทจนอาจเกิดเพลิงไหม้ได้ อาจจะเปลี่ยนเป็นธูปเทียนไฟฟ้า และดึงปลั๊กไฟหลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว และต้องระวังเวลาลุกนั่งอาจจะหน้ามืดหรือวูบได้ง่ายๆ ให้ลองหาเก้าอี้มานั่งสวดมนต์แทนเพื่อความสะดวกและปลอดภัย
4.แสงสว่างที่เพียงพอในบ้าน
เพื่อช่วยในการมองเห็นง่าย และไม่ควรมีซอกหลืบในบ้านจนทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย หมั่นเปลี่ยนหลอดไฟเมื่อเสีย หรือเพิ่มแสงสว่างในบ้านหากไม่เพียงพอ โดยเฉพาะมุมตามทางเดินต่างๆ ที่ต้องผ่านทุกวัน ไฟหน้าบ้าน ยิ่งจุดไหนมีสเต็ปที่ต้องก้าวก็ยิ่งต้องระวัง หรือแม้แต่บริเวณสวนที่อาจมีสัตว์มีพิษแฝงตัวอยู่ เป็นต้น
5.หมั่นสังเกตุถ้าผู้สูงวัยหายไปนานผิดปกติ
หากหลับอยู่ในห้องนอนนานเกินไป เข้าห้องน้ำนานกว่าปกติ แม้แต่ไปเดินเล่นนอกบ้านเกินกว่าเวลาที่ควรจะเป็น เพราะหากเกิดอะไรขึ้นยังช่วยได้ทันเวลา เช่น หกล้ม เป็นลม หรือโรคประจำตัวกำเริบ
6.ติดกล้องวงจรปิดเพื่อเช็คความปลอดภัยในบ้าน
ถ้าหากเราต้องทำงานนอกบ้านหรือเดินทางบ่อยๆ แต่เป็นห่วงความปลอดภัยของ ผู้สูงวัยในบ้าน ก็ใช้วิธีติดกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของปู่ย่า ตายายในบ้าน ผ่านทางโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถเช็คได้เกือบทุกที่ ทุกเวลา
7.ของมีคมในบ้าน เก็บให้มิดชิด
บางทีด้วยความเผลอเรอ อาจจะหยิบคว้าและตกหล่นใส่ร่างกาย ทำให้เกิดบาดเจ็บได้ง่ายๆ ทางที่ดีควรเก็บในมุมที่มิดชิด อาจจะไม่ใช่จุดที่ผู้สูงอายุหยิบใช้บ่อยๆ
8.ของใช้ส่วนตัวของผู้สูงวัย อย่าวางในมุมเกินเอื้อม
พยายามเก็บของส่วนตัวที่ผู้สูงวัยต้องใช้เป็นประจำ ในจุดที่เขาสามารถหยิบเองได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องต่อบันได หรือใช้มือคว้าหรือเอื้อมสูงเกินไปจนทำให้เกิดอันตรายโดยคาดไม่ถึงได้ อ่านเพิ่มเติม

จุกเสียด-แน่นท้องเรื้อรัง ระวัง! มะเร็งทางเดินอาหาร

จุกเสียด แน่นท้อง อาการยอดฮิตที่เชื่อได้ว่าหลายๆ คน มะเร็งทางเดินอาหาร คงมีโอกาสได้สัมผัส และบางคนคงถึงขั้นรู้จักกันเป็นอย่างดี อาการที่ดูธรรมดาแบบนี้ แต่เมื่อมาทักทายทีไร กลับรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากทีเดียว ยิ่งในบางรายที่มีอาการเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ ทานยาเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น จนพาลให้เบื่ออาหารไม่อยากจะกินอะไร สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะ มะเร็งทางเดินอาหาร ถามหาอยู่หรือป่าว

ชวนรู้จักระบบทางเดินอาหาร
ระบบทางเดินอาหาร คือส่วนประกอบของร่างกายที่ไล่ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไปจนถึงทวารหนัก เป็นหนึ่งระบบในร่างกายที่มีการทำงานร่วมกันอย่างสมานสามัคคี คอยย่อยอาหารทุกสิ่งอย่างที่เราทานเข้าไปให้กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กพอที่จะสามารถดูดซึมได้ผ่านหลอดเลือด ส่วนกากใยที่เหลือก็จะถูกส่งต่อไปยังระบบขับถ่ายตามลำดับ การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบแบบนี้ ทำให้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการย่อยอาหารแทบทั้งระบบ

โรคระบบทางเดินอาหาร ยอดฮิต
โรคกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่มักแสดงอาการออกมาในลักษณะการจุกแน่นลิ้นปี่ เสียดท้อง แสบท้อง หรือปวดใต้ชายโครงซ้าย มักเป็นๆ หายๆ และแสดงอาการสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น ปวดเวลาหิว หรือปวดหลังทานอิ่ม หากมีอาการแบบนี้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ สามารถดูแลตัวเองได้โดยการทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และรับประทานอาหารให้ตรงเวลา แต่หากมีอาการติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน หรือมีการอาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นสีดำหรือมีเลือดปน กลืนอาหารลำบาก น้ำหนักตัวลด ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโดยละเอียด
โรคลำไส้แปรปรวน เกิดจากภาวะที่ลำไส้บีบตัวผิดปกติ ทำให้มีอาการปวดท้อง ร่วมกับการขับถ่ายที่ผิดปกติ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรือทั้งท้องผูกและท้องเสียสลับกันไป บางรายอาจถ่ายมากผิดปกติ แต่ในขณะที่บางรายก็อาจถ่ายน้อยกว่าที่เคยเป็น โดยอาการปวดมักจะดีขึ้นหลังจากถ่ายอุจจาระ แม้เป็นโรคที่มีอาการไม่ร้ายแรง แต่หากมีการถ่ายมากจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน ก็ควรปรึกษาแพทย์ดีกว่า
โรคกรดไหลย้อน อาการที่เด่นชัดคือการแสบร้อนกลางอก หรือบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากมีกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนมาสร้างความระคายเคืองให้กับทางเดินอาหาร ในบางรายอาจรู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในคอ กลืนลำบาก มีอาการเจ็บคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้าอาจจะมีรสขมหรือมีรสเปรี้ยวของกรดในปาก รวมทั้งอาจมีเสมหะ มีอาการระคายเคืองคออยู่ตลอดเวลา จนเกิดอาการไอเรื้อรัง ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการทานยาลดกรด ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ภัยร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากกว่า 6,000 คนต่อปี ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด มะเร็งในระบบทางเดินอาหารสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะจะเสี่ยงมากขึ้นในผู้ที่บริโภคอาหารประเภทปิ้ง ย่าง หมักดอง สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ รวมทั้งผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง
มะเร็งร้าย… ต้องระวัง
มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ประกอบไปด้วย มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมไปถึงมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งถุงน้ำดี โดยอาการเบื้องต้นจะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่เป็น แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายคลึงกับโรคกระเพาะอาหาร และโรคลำไส้แปรปรวน ทำให้ผู้ป่วยมักละเลยอาการเตือนเหล่านี้ ดังนั้นวิธีที่จะรู้ทันเจ้ามะเร็งได้ดีที่สุดก็คือการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

รู้เท่าทันได้ ง่ายนิดเดียว
การตรวจคัดกรอง มะเร็งทางเดินอาหาร สามารถทำได้โดยการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร ซึ่งมีทั้งการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น และการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ร่วมกับการตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CEA) ซึ่งจะช่วยให้สามารถทราบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก อ่านเพิ่มเติม

เช็คความเสี่ยงโรคหัวใจ ด้วยการตรวจคลื่นความถี่ ECHO

หากเราเป็นผู้หนึ่งที่มีความเสี่ยงก็ควรตรวจเช็คสุขภาพหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่ด้วยการตรวจ คลื่นความถี่ ECHO เพื่อจะได้ป้องกันหรือรักษาก่อนลุกลาม รู้ไหมว่า? “ในแต่ละปีมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากถึง 50,000 คน หรือ เฉลี่ยเท่ากับ 6 คนเสียในทุกๆ 1 ชั่วโมง” เลยทีเดียว เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากโรคนี้มักไม่แสดงอาการให้เห็น บางคนมารู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว…
ตรวจหัวใจด้วย คลื่นความถี่ ECHO คืออะไร?
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram, Echocardiography) หรือเอคโค (Echo) คือ การตรวจเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ เช่น การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ขนาดของห้องหัวใจ การไหลเวียนเลือดในหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ และดูตำแหน่งของหลอดเลือดต่างๆ ที่เข้า-ออกจากหัวใจ โดยเป็นการตรวจด้วยการใช้การสะท้อนกลับของคลื่นเสียงความถี่สูงที่ถูกปล่อยออกมาจากหัวตรวจ ส่งผ่านผนังทรวงอกไปถึงหัวใจ เมื่อคลื่นเสียงผ่านอวัยวะต่างๆ ก็จะเกิดสัญญาณสะท้อนกลับที่แตกต่างกันระหว่างน้ำกับเนื้อเยื่อ คอมพิวเตอร์จึงเอาสัญญาณเหล่านี้มาแปลเป็นภาพให้เห็นบนจอ ซึ่งจะแสดงถึง รูปร่าง ขนาด การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และลิ้นหัวใจ การตรวจนี้ปลอดภัยและไม่เจ็บ
ประโยชน์ของการตรวจ ECHO คืออะไร?
การตรวจเอคโคจะช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคหัวใจโดยตรวจร่วมกับการตรวจวิธีอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หัวใจ การสวนหลอดเลือดหัวใจ ทั้งนี้เพื่อการวินิจฉัยโรคทางหัวใจที่แน่นอน โดยมักเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงาน/การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ การไหลเวียนของเลือดในหัวใจ การเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ขนาดของห้องหัวใจ และตำแหน่งหลอดเลือดต่างๆ ที่เข้าและออกจากหัวใจ
อาการแบบไหนที่ควรตรวจ Echo
ผู้ที่มีอาการบวมและหอบเหนื่อย อาการบวมเกิดจากโรคหัวใจ ตับ ไต โรคหัวใจที่ทำให้เกิดอาการบวม ได้แก่ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ และโรคเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งการตรวจโดยกายใช้ Echo จะช่วยบอกว่าอาการบวมนี้เกิดจากโรคหัวใจหรือไม่
ผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจวาย (น้ำท่วมปอด) หัวใจวายเป็นภาวะที่บอกว่าหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอย่างเพียงพอ
เตรียมตัวอย่างไร? ถ้าต้องรับการตรวจ
วิธีนี้ถือว่ามีความปลอดภัยสูง ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร แต่หากมียาที่รับประทานเป็นประจำ ต้องแจ้งแพทย์หรือพยาบาลให้ทราบล่วงหน้า เนื่องจากอาจมีผลต่อผลการตรวจและการทำงานของหัวใจ
ตรวจเร็ว… ใช้เวลาไม่นาน
สำหรับการตรวจวิธีนี้เป็นการตรวจเฉพาะทางที่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์โรคหัวใจโดยเฉพาะ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการตรวจประมาณ 30-45 นาที หรือไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยการตรวจจะทำจากทรวงอกด้านหน้า ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในการตรวจจะให้ผู้ตรวจนอนบนเตียงราบ ตะแคงไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย จากนั้นจะติดแผ่นคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 3 จุด ขณะตรวจเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายและไม่เจ็บตัว สามารถตรวจซ้ำได้ตลอดเวลา อ่านเพิ่มเติม

รู้ไหม? แค่ปรับ 3 อ. ก็ช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบได้

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2561 ระบุไว้ว่า… คนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจและ หลอดเลือด มากถึง 432,943 คน และจากตัวเลขดังกล่าว มีอัตราการตายมากถึง 20,855 คนต่อปี โดยอัตราการตายจากโรค หลอดเลือด หัวใจต่อประชากร 100,000 คน (พ.ศ.2555-2559) เท่ากับ 23.4, 26.9, 27.8, 29.9 และ 32.3 ตามลำดับ โดยยังมีแนวโน้มการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหน่อยไหม? จะได้ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
ปรับเปลี่ยนเรื่อง “อาหาร”
แม้แต่ทฤษฎีการลดน้ำหนัก ยังบอกไว้ว่า “การควบคุมอาหาร” มีความสำคัญมากถึง 80% หัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจึงหนีไม่พ้นเรื่องของ “การปรับอาหารการกิน” เป็นหลัก โดยอาหารที่ควรเลือกกิน คืออาหารที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มหรืออาหารแปรรูปที่มักมีโซเดียมสูง (เพราะโซเดียมจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น) และลดอาหารหวานจัด

การแบ่งสัดส่วนอาหารในหนึ่งมื้อที่เราอยากแนะนำ คือแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ครึ่งหนึ่งหรือ 2 ส่วน ควรเป็นอาหารจำพวกเส้นใย ผัก ผลไม้ อีก 1 ใน 4 ส่วนจะเป็นข้าวไม่ขัดสี เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และอีก 1 ส่วนคือโปรตีน อย่าง ปลา หรืออกไก่ ไม่ควรกินเนื้อแดงบ่อยๆ เพราะเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง

นอกจากเรื่องของอาหารคาวหวานแล้ว “แอลกอฮอล์” ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรดื่มในปริมาณมากๆ หรือดื่มเป็นประจำ เพราะเป็นเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูง เมื่อร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมันสะสมต่อไป

ปรับเปลี่ยนเรื่อง “ออกกำลังกาย”
ไม่เพียงแค่การควบคุมอาหารที่ต้องให้ความสำคัญ “การออกกำลังกาย” ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักที่คนรักสุขภาพไม่ควรมองข้าม ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ก็คือการคาร์ดิโอทุกชนิดกีฬา โดยออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30-60 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์ ส่วนการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งอาจทำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว

ปรับเปลี่ยนเรื่อง “ความอ้วน”
เพราะความอ้วนหรือการมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง ซึ่งการลดน้ำหนักที่เหมาะสม ก่อนอื่มต้องคำนวณหาค่า BMI โดยใช้น้ำหนักตัว หารด้วย ส่วนสูง ยกกำลังสอง หากพบว่าค่า BMI สูงเกินไป ก็ควรลดน้ำหนักให้ค่า BMI มาอยู่ระหว่าง 18-23 จึงถือว่าพอเหมาะ อ่านเพิ่มเติม

เหนื่อยง่าย หอบตอนออกกำลังกาย อย่าชะล่าใจ! ตรวจ EST ช่วยได้!

เคยเป็นไหม? รู้สึกเหนื่อยง่าย เดินวิ่งนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้ว ยิ่งตอนออกกำลังกายมักรู้สึกเหนื่อย หอบ หายใจไม่ทัน หลายคนมีอาการแบบนี้บ่อยๆ แต่เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติในการออกกำลังกาย ที่อัตราการเต้นของหัวใจจะต้องเร็วขึ้นจึงไม่ได้สงสัยอะไร จริงๆ แล้วอาการเหนื่อย หอบ ตอนออกกำลังกายต้องระวัง! เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของ “โรคหัวใจ” หากสงสัย… เราสามารถตรวจเช็คความผิดปกติของหัวใจได้ด้วยเทคนิคการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย หรือ EST ซึ่งเป็นวิธีที่จะวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ!
การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย เป็นอย่างไร?
การตรวจสมรรถภาพของหัวใจ หรือที่เรียกกันว่า EST (Exercise Stress Test) เป็นการตรวจสมรรถภาพของหัวใจ โดยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ เช่น เดินบนสายพาน หรือปั่นจักรยาน เพื่อทดสอบการตอบสนองที่ผิดปกติของหัวใจ เช่น อาการหายใจลำบาก อาการเจ็บแน่นหน้าอก การเต้นของหัวใจผิดปกติ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยการตอบสนองที่ผิดปกตินี้จะบ่งชี้ได้ว่ามีการขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจในระหว่างการออกกำลังกาย
ตรวจ EST เพื่ออะไร?
โดยปกติแล้วการตรวจ EST เป็นการวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือด โดยการให้ผู้เข้ารับการทดสอบออกกำลังกายโดยเดินบนสายพานที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ (บางแห่งอาจให้ปั่นจักรยาน) เพราะเมื่อเราออกกำลังกายหัวใจก็จะเต้นเร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นด้วย หากมีหลอดเลือดหัวใจตีบ เลือดจะไม่สามารถเดินทางมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก และมีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้เห็น
ตรวจโดยสายพานไฟฟ้าหรือแบบปั่นจักรยาน
โดยปกติแล้วการตรวจ EST จะใช้เครื่องมือในการทดสอบสมรรถภาพหัวใจ 2 แบบ คือ แบบสายพานไฟฟ้า (Treadmill) ซึ่งสามารถปรับตั้งโปรแกรมการทดสอบได้หลากหลายกว่า สามารถปรับตั้งได้ทั้งความเร็วและความชันของสายพานวิ่ง หรือแบบจักรยาน (Bicycle ergometer) แบบนี้จะใช้ได้ดีในผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเดินหรือการทรงตัว ทำให้สะดวกและง่ายต่อการทดสอบมากกว่าแบบสายพาน
ขั้นตอนการตรวจสมรรถภาพหัวใจ EST เป็นอย่างไร?
สำหรับขั้นตอนการตรวจจะมีการต่อขั้วและสายนำไฟฟ้าบริเวณหน้าอก 10 สาย เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่เดินอยู่ เครื่องจะบันทึกและแสดงลักษณะของคลื่นนำไฟฟ้าภายในหัวใจ พร้อมทั้งความดันโลหิตตลอดเวลา ในขณะทดสอบจะมีการเพิ่มความเร็ว และความชันของเครื่องเป็นระยะๆ ตามโปรแกรม โดยจะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ทดสอบในแต่ละราย การทดสอบนี้เป็นการช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติหรือไม่ และยังช่วยในการติดตามผู้ป่วยภายหลังได้รับการรักษาได้อีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

ไขข้อข้องใจ…ทำไมหลังฉีดวัคซีนลูกถึงเป็นไข้

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะพบว่า หลังจากลูกได้รับ วัคซีน ไม่กี่ชั่วโมงลูกก็มีอาการตัวร้อนเหมือนเป็นไข้ อย่าเพิ่งกังวลใจไป เพราะอาการไข้หลังจากฉีดวัคซีนนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้
ทำไมลูกถึงเป็นไข้หลังฉีดวัคซีน
นั่นก็เพราะเมื่อวัคซีนเข้าสู่ร่างกายแล้ว แอนติบอดี้ซึ่งทำหน้าที่จัดการเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายจะเข้าจัดการกับเจ้าวัคซีนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ทันที จึงทำให้เกิดอาการตัวร้อนหรือมีไข้ขึ้นมาได้ แต่หลังจากที่แอนติบอดี้จัดการกับวัคซีนทั้งหมดแล้ว อุณหภูมิของร่างกายก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเอง
ลูกจะเป็นไข้กี่วัน?
สำหรับปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับวัคซีนในเด็กแต่ละคนนั้นอาจแตกต่างกันไป บางคนอาจมีไข้เพียงเล็กน้อย โดยจะรู้สึกมีอาการหลังฉีดวัคซีนประมาณ 2 ชั่วโมง สังเกตได้จากลูกมีอาการซึม มีไข้ต่ำและตัวรุมๆ ร้องงอแงเพราะไม่สบายตัว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถเช็ดตัวให้เด็กเพื่อให้ไข้ลดได้ โดยอาการจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน
วัคซีนอะไรบ้างที่ทำให้เด็กเป็นไข้
สำหรับวัคซีนที่มักจะทำให้เด็กเป็นไข้ตัวร้อนมากที่สุด ก็คือ วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของเด็กแต่ละคนด้วย เด็กบางคนอาจจะมีอาการตัวร้อนกับทุกวัคซีน และเด็กบางคนก็อาจจะไม่แสดงอาการใดๆ เลยก็เป็นได้
ดูแลลูกอย่างไรเมื่อเป็นไข้
หากเริ่มสังเกตว่าลูกเริ่มมีไข้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวลูก เพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายให้ต่ำลง ไม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำเย็นจัดเช็ดเพราะจะทำให้รูขุมขนหดตัวและระบายความร้อนได้ไม่ดี นอกจากนี้ควรทำการวัดไข้เป็นระยะๆ หากพบว่าลูกอุณหภูมิ 37.5 ถือว่ามีไข้สูง อ่านเพิ่มเติม

รู้ทันโรคภูมิแพ้ สะกิดผิวหนัง (SKIN TEST ALLERGY) ทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

หากคุณมีอาการ จาม ไอ น้ำมูกไหล คัดจมูก มีผื่นคันแดง เยื่อบุตาขาวแดง คันตา น้ำตาไหลอยู่บ่อยๆ อาจเกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่คุณไปสัมผัสกับสารก่อ ภูมิแพ้ ซึ่งพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น กลุ่มแมลง (แมลงสาบ เห็บหมัด ยุง) กลุ่มโปรตีนในอาหาร (เนื้อไก่ เนื้อหมู ขนมปัง ฯลฯ) กลุ่มละอองในอากาศ (ไรฝุ่น ละออง เกสรพืช) เป็นต้น แม้อาการแพ้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง แต่บางครั้งปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงแบบเฉียบพลัน (anaphylaxis) อาจทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะช็อค และมีอันตรายถึงชีวิต
เมื่อสงสัยว่าอาจเป็นโรคภูมิแพ้ต้องทำอย่างไร?
การเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ถือเป็นทางออกนอกเหนือจากการซักประวัติ และตรวจร่างกายแล้ว แพทย์อาจส่งตรวจพิเศษเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ด้วยการทำ Skin Test Allergy หรือการทดสอบภูมิแพ้
การสะกิดผิวหนัง (Skin Test Allergy) เพื่อทดสอบภูมิแพ้คือ?
การสะกิดผิวหนัง (Skin Test Allergy) เป็นการทดสอบโดยหยดน้ำยาจากสารก่อภูมิแพ้ลงบนผิวหนังที่แขน และใช้เข็มสะกิดตรงกลางหยดน้ำยา โดยน้ำยาที่ใช้ในการทดสอบมีทั้งสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น รังแคของสัตว์ เช่น สุนัข แมว แมลงสาบ เชื้อราชนิดต่างๆ เกสรพืช หญ้า และสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นอาหาร เช่น นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล โดยคุณหมอจะเลือกใช้ชนิดของน้ำยามากน้อยต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับประวัติ อาการ และอายุของผู้ป่วยถ้าผู้ป่วยแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นจะเกิดปฎิกิริยาขึ้นโดยเกิดรอยนูน และผื่นแดง วิธีนี้สามารถทราบผลภายใน 15 นาทีหลังการทดสอบ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายน้อย เมื่อต้องการทดสอบผู้ป่วยจะต้องงดทานยาแก้แพ้นานเป็นเวลา 7 วัน ก่อนทดสอบ และหากมีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาใดเป็นประจำ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทำการทดสอบเสมอ
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ?
โรคภูมิแพ้ สามารถเกิดได้จากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อมูลสถิติของการเกิดภูมิแพ้ว่าหากมีบิดาหรือมารดาป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกก็มีโอกาสที่จะเป็นภูมิแพ้ประมาณ 30 – 50% แต่ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทั้งบิดามารดา ลูกก็จะมีโอกาสเป็นมากขึ้นประมาณ 50 – 70% ในขณะที่ผู้ป่วยซึ่งบิดามารดาไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้เลยจะมีโอกาสเป็นอยู่ที่ 10 -30%
ในปัจจุบันยังไม่มีหนทางแก้ไขปัจจัยทางพันธุกรรมได้ หรือผู้ที่มีอาการจาม ไอ น้ำมูกไหล คัดจมูก มีผื่นคันสีแดง เยื่อบุตาขาวแดง คันตา น้ำตาไหล ต้องรับประทานยาแก้แพ้อยู่บ่อยๆ สามารถทำทดสอบได้ทุกเพศทุกวัย มักทำตั้งแต่เด็กที่อายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นผื่นผิวหนังอักเสบ หรือมีปฏิกิริยาทางผิวหนังง่ายผิดปกติ เด็กเล็กมาก(อายุน้อยกว่า6 เดือน) สตรีตั้งครรภ์ และผู้ที่ไม่สามารถงดยาแก้แพ้ได้ อ่านเพิ่มเติม

โรคสะเก็ดเงินรักษาหายไหม? มีวิธีรักษาทางไหนได้บ้าง?

“โรคสะเก็ดเงิน” เป็นโรคผิวหนังที่ไม่ติดต่อ แต่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยสะเก็ดเงิน จะมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนในเครือญาติที่ป่วยเป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ยืนยันตรงกันว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก อ้วนลงพุง และเป็นโรคเบาหวาน มีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินได้มากขึ้นด้วย สำหรับโรคสะเก็ดเงินจัดเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หายขาดแต่ป้องกันการกำเริบของโรคได้ หากดูแลร่างกายให้แข็งแรงหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง
ทำความรู้จัก โรคสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของผิวหนังโรคหนึ่งที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พบได้ประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากรทั่วโลก เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน ทำให้การแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วกว่าปกติ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของผิวหนังจึงไม่สมบูรณ์ อาการที่พบได้บ่อยๆ คือเป็นปื้นนูนแดงปกคลุมด้วยสะเก็ดสีเทาเงิน ผื่นแดงหนาขอบเขตชัดเจน มีสะเก็ดเงินปกคลุม เมื่อขูดลอกสะเก็ดออกจะพบจุดเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนัง มักพบบริเวณข้อศอก เข่า หลังส่วนล่าง และหนังศีรษะ ผื่นอาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่กระจายทั่วร่างกาย ศีรษะจะมี ผื่นแดงลอกเป็นขุยขาวคล้ายรังแค เล็บอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เล็บหนา เนื้อเล็บผุกร่อน ลอกเป็นขุยขาวหรือมีหลุมเล็กๆ บริเวณผิวเล็บ และอาจมีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบร่วมด้วย ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินสามารถตรวจสอบตนเองได้ง่ายๆ ว่ามีอาการเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินได้จาก คำถามทดสอบ 3 ข้อ ดังนี้
1. ต้องตื่นกลางดึกเนื่องจากอาการปวดหลังส่วนล่าง
2. ข้อมือและนิ้วบวมหรือเคยมีอาการบวม
3. มีอาการปวดหรือเคยปวดบริเวณส้นเท้า

กรณีผู้ป่วยเคยมีอาการใดอาการหนึ่งจาก 3 ข้อนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้รักษาทันที เพื่อจะได้รับคำแนะนำสู่ขั้นตอนการักษาที่ถูกต้อง โดยจะมีทั้งการรักษาด้วยยาลดการอักเสบ และอาการปวดข้อ การดูแลตนเองเบื้องต้นผ่านการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของข้อและกล้ามเนื้อ การพักผ่อนให้เพียงพอ
อะไรคือตัวกระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน
ปัจจัยที่มากระตุ้นโรคสะเก็ดเงินได้แก่ การบาดเจ็บของผิวหนัง (รอยฉีกขาด รอยแกะ รอยเกา) อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน (ผื่นมักเริ่มเกิดในช่วงแตกเนื้อหนุ่ม หรือเป็นสาว) และยาบางชนิด (พบได้น้อย) ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นในช่วงฤดูร้อน แต่อาการจะกำเริบในช่วงฤดูหนาวซึ่งอากาศแห้ง ด้านสภาพจิตใจหากผู้ป่วยได้รับความกระทบกระเทือนใจหรือเครียดจะทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้น การติดเชื้อในร่างกาย เช่น ไข้หวัด มีส่วนทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น รวมถึงการระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น การแพ้ยาทาต่างๆ สบู่ ผงซักฟอก จะทำให้เป็นผื่นมากขึ้น
รักษาโรคสะเก็ดเงินอย่างไร
การรักษาต้องวางแผนระยะยาวและรักษาอย่างต่อเนื่อง เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามความรุนแรงของโรค เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หายขาด และเพื่อป้องกันการกำเริบของโรค เมื่อเกิดความผิดปกติเล็กน้อยควรรีบรักษา เช่น ถ้าเป็นผื่นไม่มากรักษาโดยใช้ยาทา หากไม่ดีขึ้นอาจใช้ร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงอาจให้ยารับประทานร่วมด้วย ซึ่งยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงไม่ควรซื้อมาทาหรือรับประทานเอง สำหรับผื่นที่หนังศีรษะควรใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดินร่วมกับยา อ่านเพิ่มเติม