ปวดศีรษะมาก แบบไหนเข้าข่าย “อันตราย” ต้องรีบปรึกษาแพทย์

ปวดศีรษะมาก ..แค่ทานยาเดี๋ยวก็ดีขึ้น! นี่คือความเชื่อเกี่ยวกับอาการปวดศีรษะที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาการปวดศีรษะที่ใครๆ ก็เคยเป็นและคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนจากโรคทางสมอง หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ก็ส่งผลอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
“ปวดศีรษะ” แบบไหน คือสัญญาณร้ายที่ควรรีบไปพบแพทย์
• อาการปวดศีรษะที่มักเริ่มต้นหลังตื่นนอน เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะความดันสมองสูงผิดปกติ
• อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นทันทีทันใด และมีความรุนแรงมากจนทำให้สะดุ้งตื่น
• อาการปวดศีรษะที่บ่อยครั้งเกินไป หรือมากกว่า 1 ครั้งใน 1 สัปดาห์ และปวดต่อเนื่องเป็นเดือน อาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท
• อาการปวดศีรษะรุนแรง และมักมีอาการคอแข็งร่วมด้วย อาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบประสาท
• อาการปวดศีรษะที่ส่งผลให้มีอาการแขนขาอ่อนแรง การมองเห็นหรือการได้ยินผิดปกติได้จากเดิม
• อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นแบบรุนแรงและเฉียบพลัน เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง
• อาการปวดศีรษะที่มีอาการปวดตาร่วมด้วย และมีอาการตาแดงตามมา
• อาการปวดศีรษะครั้งแรกหลังอายุ 50 ปี
• อาการปวดศีรษะที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
• อาการปวดศีรษะที่สัมพันธ์กันกับการเปลี่ยนท่าทาง เช่น ปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวศีรษะและคอ
• อาการปวดศีรษะที่รุนแรงมากขึ้นเมื่อไอจามหรือออกแรงเบ่ง
• อาการปวดศีรษะที่มีลักษณะปวดข้างเดียวตลอดเวลา
• อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นหลังศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน
ตรวจให้รู้ชัด…อาการปวดศีรษะที่เป็นไม่ใช่โรคร้ายแรง
เพราะอาการปวดศีรษะนั้นมีมากกว่า 300 ประเภท การที่เราจะรู้ได้ว่าอาการปวดศีรษะที่เป็นอยู่จะเป็นเพียงอาการปวดธรรมดาทั่วไป หรือซ่อนไว้ด้วยก้อนเนื้อ การตรวจเพิ่มเติมต่างๆ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ แพทย์อาจทำการซักประวัติและตรวจร่างกายในเบื้องต้น หรือหากพบสัญญาณความผิดปกติ ก็อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น MRI (ตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า), CT Scan (ตรวจสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์) หรือ EEG (ตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง) อ่านเพิ่มเติม

อยากนอน แต่ นอนไม่หลับ ใช่อาการป่วยทางจิตหรือไม่?

อาการ นอนไม่หลับ หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ จนพักผ่อนไม่เพียงพอ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนยุคใหม่ ซึ่งสาเหตุอาจมาจากโรคเรื้อรังบางโรค เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด ความดันโลหิตสูง และปัญหาทางด้านจิตใต ความเครียดความกังวลต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อการใช้ชีวิต คุณจะรู้สึกอ่อนเพลียในระหว่างวัน และเป็นสาเหตุให้มีปัญหาในการทำงานได้ ซึ่งพบถึง 1/3 ของประชากรที่มีปัญหาเกี่ยวกับการ นอนไม่หลับ และมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 ต่อ 1 และพบบ่อยขึ้นตามอายุ
ทำความรู้จักโรคนอนไม่หลับ (Insomnia)
โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) คือ โรคที่มีความผิดปกติในวงจรการหลับ โดยสามารถแบ่งเป็นชนิดของการนอนไม่หลับ 3 ชนิดใหญ่คือ
ชนิดที่1 หลับยาก : จะมีอาการหลับได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลาเป็นชั่วโมง
ชนิดที่ 2 หลับไม่ทน : มักตื่นกลางดึก เช่น หัวค่ำอาจพอหลับได้ แต่ไม่นานก็จะตื่น ในบางคนอาจตื่นแล้วกลับหลับอีกไม่ได้
ชนิดที่ 3 หลับๆตื่นๆ : จะมีอาการลักษณะ รู้สึกคล้ายไม่ได้หลับเลยทั้งคืน เพียงแต่เคลิ้ม ๆ ไปเป็นพัก ๆ เท่านั้น
ซึ่งผู้เป็นโรคนอนไม่หลับอาจจะมีอาการเพียงข้อใดข้อหนึ่ง หรือมีหลายข้อรวมกันก็ได้ และแน่นอนเมื่อมีอาการนอนไม่หลับในช่วงตอนกลางคืนนั้นก็จะส่งผลกระทบในตอนกลางวันทำให้รู้สึกอ่อนแรง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไม่มีสมาธิ ง่วงซึม เป็นต้น
สาเหตุของอาการนอนไม่หลับ
• ปัญหาจากสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ สว่างเกินไป เสียงรบกวนจากการจราจร โทรทัศน์ พื้นที่นอนแคบเกินไปหรือกว้างเกินไป หรือการนอนต่างที่ ทำให้หลับยาก
• ปัญหาจากร่างกาย เช่น อาการเจ็บป่วย ปวดท้อง ปวดตามเนื้อตัว เป็นโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ มีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ มีอาการไอ
• ปัญหาจากจิตใจ เช่น ความเครียด อาการวิตกกังวล แรงกดดัน หรือมีอาการซึมเศร้าและท้อแท้ หมดกำลังใจ หมดหวังในการใช้ชีวิต คิดว่าตัวเองไร้ค่า ยึดติดและอยู่กับตัวเองมากเกินไป การทำงานที่ไม่ได้ตามหวัง
• นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะนอนไม่หลับได้ เช่นการดื่มแอลกอ ฮอล์ คาเฟอีนในกาแฟ บุหรี่ หรือการใช้ยาบางชนิดนั้นอาจส่งผลเกี่ยวกับการนอนหลับ ท้องว่าง ทำให้เกิดอาการอึดอัด หิวขึ้นมาในช่วงดึก หรืออิ่มมากเกินไป จนทำให้มีอาการแน่นท้องกลางดึก จนนอนไม่หลับ รวมไปถึงหน้าที่การงานบางประเภท เช่น งานที่ต้องเปลี่ยนเวลาการนอนอยู่สม่ำเสมอ เช่น พยาบาล ยาม เป็นต้น
รักษาโรคนอนไม่หลับ
วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุอาการนอนไม่หลับของแต่ละบุคคล ซึ่งต้องแยกให้ได้เสียก่อนว่ามาจากสาเหตุใด หากเกิดจากอุปนิสัยการนอน แพทย์จะให้คำแนะนำอุปนิสัยการนอนที่ถูกต้อง แต่ถ้าเกิดจากโรคทางจิตใจหรือระบบประสาท เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร์ โรคประสาทตื่นตัวผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาร่วมด้วย
นอนไม่หลับแบบไหน ควรพบจิตแพทย์
หลายๆ ครั้งในการที่เรานอนหลับไม่สนิท หรือนอนไม่หลับติดต่อกันมากกว่า 3 วัน/สัปดาห์ เป็นระยะเวลามากกว่า 1 เดือน จะส่งผลต่ออารมณ์ สมาธิ ความจำ เกิดภาวะเครียด กดดัน รู้สึกเป็นกังวล รบกวนจิตใจของคุณ มีผลกระทบต่ออารมณ์และประสิทธิภาพในการทำงาน คุณควรปรึกษาแพทย์ แพทย์จะวินิจฉัยด้วยการสอบถามประวัติความเจ็บป่วย อุปนิสัยการนอน ปัญหาที่ทำให้เกิดความกังวลใจ ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อค้นหาสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ อ่านเพิ่มเติม

ระวัง BURNOUT SYNDROME เครียดเกินไป ภาวะหมดไฟในการทำงาน

 

ความเครียดเรื้อรังในการทำงาน ภาระงานหนัก และปริมาณงานมาก รวมถึงงานมีความซับซ้อน ต้องทำในเวลาเร่งรีบเป็นตัวการสำคัญให้วัยทำงาน เกิดภาวะ BURNOUT SYNDROME หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งหากปล่อยไว้สะสมนานวันเข้าอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าได้
BURNOUTSYNDROME ภาวะการหมดไฟคืออะไร?
ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือคำฮิตที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยว่าอาการ BURNOUTSYNDROME คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียด จนบางครั้งรู้สึกมีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ เบื่อหน่าย ไม่หยิบจับทำอะไร รู้สึกสูญเสียพลังงานทางจิตใจ มองงานที่กำลังอยู่ในเชิงลบ ขาดความสุข สนุกในเนื้องาน หมดแรงจูงใจประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง บางรายอาจรู้สึกเหินห่างจากเพื่อนร่วมงาน จนทำให้ความมีความรู้สึกหมดเรี่ยวแรงในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มอาการ ยังไม่รุนแรงเท่ากับโรคซึมเศร้า แต่หากปล่อยไว้และอยู่ในสภาพแวดล้อม และสภาพอารมณ์ลักษณะนี้เดิมๆ อาจส่งผลต่อการทำงาน เช่น อาจขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาจคิดเรื่องลาออกในที่สุด หรือนานวันเข้าก็อาจเกิดโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้เสมอไป
สาเหตุของภาวะ BURNOUTSYNDROME มาจากอะไร?
กลุ่มอาการ BURNOUT SYNDROME มักเกิดจากงานที่ทำ เช่น ภาระงานหนัก และปริมาณงานมาก รวมถึงงานมีความซับซ้อน ต้องทำในเวลาเร่งรีบ มีปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน ขาดอำนาจในการตัดสินใจ ทำงานที่ไม่ถนัด ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียวโดยขาดที่ปรึกษา รู้สึกไร้ตัวตนในที่ทำงาน หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีมไม่ได้รับการตอบแทน หรือรางวัลที่เพียงพอต่อสิ่งที่ทุ่มเทไป มีปริมาณงานไม่สอดคล้องกับจำนวนบุคลากร ระบบบริหารในที่ทำงานที่ขัดต่อคุณค่า และจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง

ใครบ้างที่เสี่ยง BURNOUTSYNDROME
จากที่กล่าวมาอาจมองว่าเป็นกลุ่มอาการที่เกิดวัยทำงาน หนุ่มสาวออฟฟิศ หรือหัวหน้า ผู้บริหารที่ที่แบกรับหน้าที่หนักจนเกินไปเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วกลุ่มอาการ BURNOUTSYNDROME สามารถเกิดได้ทุกวัย ทุกเพศ เช่น แม่บ้านที่ต้องดูแลบ้าน เลี้ยงลูก ที่ใช้ชีวิตอยู่ในรูปแบบเดิมๆ ต้องวุ่นวายกับงานบ้าน ทำอาหาร ดูแลลูก ดูแลสามี แบบไม่มีวันหยุด รวมไปถึงเป็นคนที่จริงจังเกินไป ขาดความยืดหยุ่น งานทุกชิ้นต้องดี ไม่มีที่ติ ยึดติดในความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) ความคาดหวังสูง ไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และพยายามควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามต้องการ สามารถเกิดอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน
BURNOUTSYNDROME กับวิธีแก้ไขป้องกัน
1. นอนหลับพักผ่อนให้เป็นเวลา อย่าเสียเวลาไปกับความกังวลในเรื่องงานของคุณ และพยายามพัฒนาทักษะในการจัดการปัญหา
2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ
3. ลดความเครียดลง โดยการหากิจกรรมทำนอกเวลา ฟังเพลง ดูหนัง ออกกำลังกาย เป็นไปได้ลาพักร้อนเป็นระยะเวลาสั่นๆ
4. ปรับทัศนคติในการทำงาน ทำความเข้าใจในเนื้องาน และองค์กรที่ทำงานด้วย
5. เปิดใจให้กับคนรอบข้าง อย่าลังเลที่จะปรึกษาเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน พยามหลีกเลี่ยงกับคนที่มีความคิดในแง่ลบ ยอมรับความแตกต่างของคน และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่อาจไม่ตรงกัน อ่านเพิ่มเติม

เคล็ดไม่ลับ ดูแล ผิวพรรณในยามตั้งครรภ์ให้ สวยใส

ในช่วงเวลาที่คุณแม่กำลัง ตั้งครรภ์ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเป็นพิเศษ คือ การให้ความสำคัญกับตัวเอง ทั้งเรื่องของสุขภาพจิตใจ ผิวพรรณ สวยใส สุขภาพร่างกาย การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การระมัดระวังตนเองเพื่อให้ตลอดการตั้งครรภ์กว่า 9 เดือนทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยมีความสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด

แต่แม่ก็คือแม่ แม่คือผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังรักสวยรักงามแม้กำลังตั้งครรภ์ คุณแม่ก็ยังสวยได้ โดยเริ่มจาก
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์แบบไหนที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์? คุณแม่ควรมองหาส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารเคมี ปราศจากสี น้ำหอม สารกันบูดที่ไม่จำเป็น หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง หรือแพ้ง่าย และเลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้ไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิวหน้า หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสาร Retin-A, AHA หรือ BHA, Renova หรือ Benzoyl Peroxide กลุ่มพวก whitening ลดกระ ฝ้า สิว ต่างๆ ที่มีส่วนผสมของโลหะหนักซึ่งมักพบในครีมแก้ฝ้า หรือครีมช่วยให้หน้าขาว ส่วนผสมเหล่านี้รวมถึงกรดวิตามินเอจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด อาจส่งผลให้ลูกในครรภ์แท้ง หรือพิการได้นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสำหรับทำสีผม การยืดผม ฟอกสีผม ดัดผมในช่วงตั้งครรภ์ เพราะสารเคมีบางอย่างอาจเข้าสู่ร่างกาย และส่งผลอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้เช่นกัน
การรักษาความสะอาดผิวหน้า-ผิวกาย คุณแม่บางรายอาจมีผิวมันมากในช่วงตั้งครรภ์ ควรใช้ครีม หรือโลชั่นสำหรับทำความสะอาดผิวหน้าที่มีคุณภาพ เพื่อขจัดสิ่งตกค้าง ล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอ ในส่วนของการชำระร่างกายไม่ควรอาบน้ำนานเกินไป เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติ แนะนำให้เลือกครีมอาบน้ำที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์แทน และหลังอาบน้ำควรทาโลชั่นเพื่อบำรุงความชุ่มชื่นของผิว นอกจากนี้หากต้องออกไปเผชิญกับมลพิษนอกบ้าน ทั้งฝุ่นควัน แสงแดด ก็อย่าลืมปกป้องผิวด้วยโลชั่นกันแดด เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ผิวอาจคล้ำขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ เพราะฮอร์โมนในร่างกายที่สูงขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เซลล์ผิวหนังเพิ่มจำนวนเม็ดสี ใบหน้าอาจจะมีฝ้าขึ้น ดังนั้น ควรใช้ครีมกันแดดทุกวัน อ่านเพิ่มเติม

10 เหตุผลที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรรับประทาน ข้าวกล้อง

การรับประทานข้าวซ้อมมือ หรือที่รู้จักในชื่อว่า “ ข้าวกล้อง ” ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์และสุขภาพคุณแม่มากมาย ถือเป็นหนึ่งในอาหารกลุ่มให้พลังงาน ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงไว้ด้วยคุณค่าสารอาหารมากกว่าขาวที่ถูกขัดสีแล้ว และเมื่อไล่ดูถึงประโยชน์จะพบว่ามีครบสูตรดีๆ ทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งมีอะไรบ้างมาดูกัน

เมื่อรับประทานข้าวกล้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันการเกิดปากนกกระจอก เนื่องจากมีวิตามินบี 2
บรรเทาอาการอ่อนเพลีย อาการปวดแสบและเสียวในขา ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ
มีธาตุเหล็กมากเป็น 2 เท่า ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
มีฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน และเส้นผม
มีแคลเซียมจำเป็นที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และยังช่วยป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์กว่า 90% ต้องเผชิญ
มีไขมันที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ในข้าวกล้องเป็นไขมันดีที่ไม่มีคอเลสเตอรอล (Cholesterol)
มีเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยในเรื่องของอาการท้องผูกและมะเร็งลำไส้
มีเกลือแร่ และวิตามินรวมกันกว่า 20ชนิด ซึ่งช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
มีโปรตีนมากกว่า 20-30% ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ อ่านเพิ่มเติม

ศัลยกรรม ช่องปาก และแม็กซิลโลเฟเชียล ORAL AND MAXILLOFACIAL SURGERY

ให้บริการ ศัลยกรรม แก้ไขโครงหน้า ด้วยเทคนิค Facial Bone Contouring Surgery และ Cosmetic Surgery โดยทีมแพทย์ ทันตแทย์เฉพาะทาง และทีมสหสาขาวิชา
ให้บริการศัลยกรรมโครงหน้า ด้วยเทคนิคที่ทันสมัย Digital 4D – Facial Identity Designing
ให้การรักษาการตัดกราม สไลด์ปลายคาง ทุบโหนกแก้ม เลื่อนขากรรไกร เสริมหน้าผาก เสริมคาง
3D Model (Rapid Phototype) จำลองรูปโครงหน้าคนไข้ วางแผนการผ่าตัดร่วมกับคนไข้ สามารถสร้างกระดูกเทียมเฉพาะตัวให้กับคนไข้ แตกต่างจากกระดูกเทียมหรือซิลิโคนสำเร็จรูปเหมือนทั่วไป
การผ่าตัดโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยกรรมในช่องปาก และกระดูกหน้า พร้อมทีมวิสัญญีแพทย์คอยดูแลความปลอดภัยตลอดระยะเวลาการผ่าตัด
สถานบริการได้มาตรฐาน ครบวงจร มีระบบฆ่าเชื้อเพื่อการผ่าตัดและการรักษาที่มีความสะอาดและความปลอดภัย อ่านเพิ่มเติม

เพศสัมพันธ์กับโรคติดต่อทาง นรีเวช

หนองใน เริม ซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทาง นรีเวช
เป็นโรคที่ติดเชื้อและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก โดยปัญหาหลักของโรคเหล่านี้ คือ คนไข้มาทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ หรือเพิกเฉยต่ออาการเหล่านั้น อายที่จะเข้ารับการรักษากับแพทย์ จากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับโรคติดต่อทาง นรีเวช
เชื้อราในช่องคลอด
โรคเชื้อราในช่องคลอด เกิดจากเชื้อรา แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) โดยปกติเป็นเชื้อที่อยู่ในช่องคลอดโดยไม่ทำให้เกิดโรค แต่ถ้าร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ได้รับยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด เช่นโรคเบาหวาน โรคเอดส์ หรือมีภาวะอับชื้นบริเวณอวัยวะเพศเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เชื้อรามีปริมาณมากขึ้นจนก่อโรค โดยอาการสำคัญที่ควรต้องเข้ามาปรึกษาแพทย์ ได้แก่
ตกขาวผิดปกติ
มีกลิ่น
ผนังช่องคลอดมีลักษณะบวมแดง
มีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศและภายในช่องคลอด อาการดังกล่าวเหล่านี้เป็นอาการที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ขั้นรุนแรง
โรคเอดส์ (AIDS)
เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอดส์(HIV) ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรคทำให้ติดเชื้อโรคอื่นๆ ได้ง่าย และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต
โรคหนองใน
เกิดจากเชื้อหนองใน (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เจริญได้ดีในที่ชื้น และที่อบอุ่นของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ ตั้งแต่ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก ท่อปัสสาวะ (ทั้งหญิงและชาย) นอกจากนี้ หนองในยังสามารถเจริญในที่อวัยวะอื่นๆ เช่นเยื่อบุช่องปาก คอ ตา ทวารหนัก เกิดได้จากการสัมผัสเยื่อบุช่องคลอด ช่องปาก ทวารหนัก องคชาต (อวัยวะเพศชาย) โดยอาจมี หรือไม่มีการหลั่งน้ำอสุจิ ยังอาจติดจากมารดาสู่ทารกในระหว่างการคลอดได้
โรคซิฟิลิส
ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มิได้เกิดเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์เท่านั้น แต่สามารถเป็นได้ทุกแห่งของร่างกาย เช่น ลิ้น มือ แขน ขา รวมทั้งระบบประสาทหัวใจ เส้นเลือด ตา กระดูก ฯลฯ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมา พัลลิดุม (TreponemaPallidum) เป็นแบคทีเรียที่มีขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายเกลียวสว่าน ซิฟิลิสสามารถติดต่อโดยการร่วมเพศ เชื้อจะเข้าทางรอยถลอกหรือบาดแผลเล็กน้อย หรืออาจไชเข้าเยื่อบุผิวของท่อปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือ ช่องปาก
เริม
โรคเริมที่อวัยวะเพศเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย เกิดจากเชื้อไวรัส (Herpes simplex virus)เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่เป็นโรคเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ผิวหนังทำให้เกิดเป็นโรคเริมครั้งแรก หลังจากนั้นเชื้อไวรัสจะเข้าสะสมในปมเส้นประสาท และเมื่อเกิดปัจจัยกระตุ้นเชื้อจะเคลื่อนจากปมประสาทมาตามเส้นประสาทจนถึงปลายประสาทและเกิดโรคซ้ำที่ ผิวหนังหรือเยื่อบุ การเกิดโรคเริมพบได้ในหลายตำแหน่ง เช่น ที่ริมฝีปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศ อ่านเพิ่มเติม

“การส่องกล้องผ่าตัดมดลูกแบบแผลเดียว” หรือ “การส่องกล้อง ผ่าตัดมดลูก แบบซ่อนแผล”

“การส่องกล้อง ผ่าตัดมดลูก แบบแผลเดียว” หรือ “การส่องกล้อง ผ่าตัดมดลูก แบบซ่อนแผล” นั้น ได้รับความนิยมในต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยเพิ่งเริ่มนำวิธีนี้ พร้อมอุปกรณ์ที่เป็นเทคโนโลยีการผ่าตัดแบบพิเศษนี้เข้ามาใช้เมื่อประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นของการผ่าตัดมดลูกแบบซ่อนแผลคือ มีแผลเดียวที่บริเวณสะดือ ทำให้เราแทบมองไม่เห็นแผล เพราะมีขนาด 1.2 – 1.5 เซนติเมตร และซ่อนอยู่ในสะดือ ที่สำคัญสามารถเรียกความมั่นใจของคนไข้ผู้หญิงจากความวิตกกังวลของแผลหลังการผ่าตัดได้ ซึ่งทำให้คนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดมีความพึงพอใจมาก ฟื้นตัวได้เร็วภายใน 1-2 วัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการพักฟื้น และสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติเร็วขึ้นกว่าเดิม

สำหรับผู้หญิงนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องอายุ 30 ปี ขึ้นไปถึงจะเริ่มเข้ามารับการตรวจ แต่หากเริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้วต่างหาก ที่เป็นสัญญาณที่แท้จริงว่า ควรเริ่มใส่ใจกับตนเอง และเข้ามารับการตรวจภายในได้แล้ว เพราะเท่ากับว่าเราอาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ ทางนรีเวชได้ เช่น โรคมะเร็งปากมดลูก หากตรวจภายในแล้วพบข้อบ่งชี้ที่น่าสงสัย แพทย์จะแนะให้ทำอัลตร้าซาวด์เพิ่มเติม ซึ่งเพียงแค่ 2 ขั้นตอนนี้ ก็สามารถบอกความผิดปกติต่างๆ ของร่างกายได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว ที่สำคัญควรหมั่นมาตรวจภายในทุกปี และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารต่างๆ ที่อาจใส่สารเร่งฮอร์โมน ซึ่งอาจไปกระตุ้นการทำงานของระบบภายในจนทำให้เกิดความผิดปกติได้
เมื่อพูดถึงการผ่าตัด โดยเฉพาะที่บริเวณมดลูก ในอดีตผู้หญิงมักจะคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งเรื่องแผลที่เกิดหลังการผ่าตัด อาการเจ็บหลังการผ่าตัด การพักฟื้นที่ใช้เวลานาน หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายที่สูง แต่ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ไทยที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดอีกหลากหลายวิธีที่ช่วยให้การผ่าตัดมดลูกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น จากการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง สู่การส่องกล้องผ่าตัดแบบสาม หรือสี่แผล จนล่าสุดได้พัฒนามาสู่การส่องกล้องผ่าตัดแบบแผลเดียว อีกหนึ่งทางเลือกศซึ่งกำลังเป็นที่น่าสนใจของคุณผู้หญิงในปัจจุบัน
ส่วนด้านอาการ หรือโรคต่างๆ ที่จำเป็นต้องผ่าตัดมดลูกนั้นมีหลายกรณี ได้แก่ โรคที่เกิดจากมดลูก เช่น เนื้องอกในมดลูก, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังอย่างรุนแรง โรคที่เกิดจากถุงน้ำรังไข่ เช่น ช็อคโกแลตซีสต์ ในกรณีที่คนไข้ต้องการเก็บมดลูกไว้ สูตินรีแพทย์จะผ่าตัดเอาแค่ปีกมดลูกออกไปเท่านั้น
แม้ว่าการส่องกล้องผ่าตัดมดลูกแบบแผลเดียวนั้น จะเป็นอีกทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่หากอาการ หรือโรคของคนไข้อยู่ในข้อจำกัดบางประการ หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ไม่เห็นสมควรสำหรับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ เช่น ขนาดของมดลูกมีขนาดใหญ่มากกว่า 2 ใน 3 ของอุ้งเชิงกราน หรือมีผังผืดเยอะมากในอุ้งเชิงกราน ก็จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้วิธีการผ่าตัดแบบอื่นๆ ที่เหมาะสม เช่น การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง หรือการส่องกล้องผ่าตัดแบบสามแผล หรือ สี่แผล ดังนั้น การส่องกล้องผ่าตัดมดลูกแบบซ่อนแผล ทางสูตินรีแพทย์จะวินิจฉัยเป็นกรณีไป อ่านเพิ่มเติม

วัยหมดประจำเดือน โรคทางนรีเวช

โรคทางนรีเวชที่พบบ่อยสำหรับผู้หญิง วัยหมดประจำเดือน คือ โรคมะเร็งโพรงมดลูก อาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณของมะเร็งโพรงมดลูก คือ มีเลือดออกกระปริดกระปอยเมื่อมีอาการต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อวางแผนการจัดการ เพราะอาการเลือดออกผิดปกตินั้นไม่ใช่แค่อาการของโรคมะเร็งโพรงมดลูกเพียงอย่างเดียวเสมอไป จึงต้องรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมีความสำคัญต่อการจัดการมะเร็งเป็นอย่างมาก
ปัจจัยเสี่ยงการเกิดมะเร็งโพรงมดลูก
ประจำเดือนหมดช้า โดยเฉลี่ยวัยทองประจำเดือนจะหมดในช่วงอายุประมาณ 49-50 ปี แต่กลับหมดช้ากว่า โดยอาจมีจนถึงอายุ 54-55 ปี
ความอ้วน เมื่อน้ำหนักมากจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนจากไขมันร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนจะกระตุ้นให้มดลูกหนาตัวขึ้น
ในช่วงที่มีประจำเดือนแต่มาไม่สม่ำเสมอ เช่น 3 เดือนมาครั้ง ซึ่งเมื่อไข่ไม่ตก ฮอร์โมนจะกระตุ้นทำให้โพรงมดลูกหนาตัวขึ้นได้
กรรมพันธุ์ กรณีมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งโพรงมดลูกและมะเร็งลำไส้ โรคมะเร็งทั้งสามชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับมะเร็งโพรงมดลูก
การตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยสามารถทำโดยการตรวจชิ้นเนื้อซึ่งมี 2 แนวทาง อ่านเพิ่มเติม

ต่างกันอย่างไร ? ซีสต์ และเนื้องอก

ซีสต์ คือถุงน้ำของรังไข่ ส่วนเนื้องอกบางชนิดเป็นซีสต์บางชนิดเป็นเนื้อตัน ซีสต์เจอได้บ่อยๆอาจพบทุกเดือนไม่มีอันตราย ส่วนใหญ่จะถือขนาดที่ต้องรักษาคือขนาด 5 ซ.ม. หากมีขนาดเล็กๆ ไม่ต้องไปทำอะไร เพียงแต่ตรวจติดตามดูขนาดเป็นระยะ หากมีขนาดเล็ก เช่น 2 ซ.ม และไม่มีอาการปวด ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้ยา หากตั้งครรภ์แล้วเป็นช็อกโกแลตซีสต์ อาการช็อกโกแลตซีสต์จะดีขึ้น เนื่องจากตลอดการตั้งครรภ์จะมีฮอล์โมนโปรเจสเตอโรนสูง ซึ่งจะไปกดให้ช็อกโกแลตซีสต์ฝ่อและหายไปในระหว่างการตั้งครรภ์
เพราะอะไรผู้หญิงยุคใหม่จึงเป็นโรคนี้กันมากขึ้น
ถ้าดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตผิดที่พบว่า ถ้านำผู้หญิง 100 คนมาส่องกล้องเข้าไปดูในขณะที่มีประจำเดือน ผู้หญิงเกือบทั้ง 100 คนจะมีภาวะเลือดระดูไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องทุกคน คนไข้กลุ่มที่เป็นถุงน้ำมักจะมีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพนงมดลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้ในขณะที่ผู้หญิงปกติทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้
ส่วนที่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงในปัจจุบันเป็นโรคนี้กันมากก็เพราะความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่มีความแตกต่างกันมากกับอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ความเข้าใจของแพทย์เองต่อโรคนี้จะมีมากขึ้น ซึ่งทำให้สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น ก็เลยดูเหมือนกับว่ามีคนเป็นโรคนี้กันเยอะ รวมทั้งข่าวสารที่มีการแพร่หลายในวงกว้าง จึงทำให้มีการฉุกใจขึ้นมาว่า เราเป็นโรคนี้หรือเปล่าแล้วไปตรวจร่างกาย ซึ่งบางคนก็พบว่าเป็นโรคนี้จริง ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นโรคนี้กันมากขึ้น
ทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือนนั้นเป็นอาการปวดปกติธรรมดา (ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น) หรือเป็นอาการปวดท้องที่เกิดจากภาววะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคืออายุ ถ้าอายุยังไม่มากแล้วปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดท้องธรรมดา อ่านเพิ่มเติม